เครดิตบูโร เผยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนปี’68 ทรงตัว เหตุแบงก์ชะลอปล่อยสินเชื่อ จับตาหนี้ Stage 2 ขยับสูงขึ้น แต่ยังไม่ไหลเป็นหนี้หลังมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เป็นเขื่อนกั้น ชี้เฝ้าระวังกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี-รายเล็ก เสี่ยงหนี้เสียงพุ่งสูง แนะแก้หนี้ไม่พอ ต้องเร่งสร้างรายได้ควบคู่
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่ามูลค่าหนี้ครัวเรือนของไทยมีการเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยมูลค่าหนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะที่สถาบันการเงินหรือธนาคารต่าง ๆ มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้ภาพรวมของสินเชื่อไม่ขยายตัว
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าหนี้ครัวเรือนจะทรงตัว แต่สถานการณ์ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กลับมีทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนเอ็นพีแอลของหนี้ครัวเรือนที่ค้างชำระเกิน 90 วันในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9.6% ถือเป็นระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่อยู่ประมาณ 9% ต้น ๆ
“หากพิจารณาจากข้อมูลจะพบว่ากราฟของเอ็นพีแอลยังคงมีลักษณะไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงแบบชันมาก แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่กราฟของหนี้ครัวเรือนในภาพรวมของประเทศมีลักษณะเป็นเหมือน “ที่ราบสูง” คือไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี เครดิตบูโรกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อมูลเชิงลึกแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นภายใน 1 สัปดาห์หลังจากนี้”
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่น่ากังวล คือ กลุ่มหนี้ที่เรียกว่า สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM หรือ Stage 2) ซึ่งในภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณการขยับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี หากพิจารณาการไหลเป็นหนี้เสียจากกลุ่ม SM มากน้อยขนาดใดนั้น อาจจะทำได้ยาก เนื่องจากมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นเหมือน “เขื่อนกั้น” ที่เข้ามาช่วยตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สนับสนุนให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ทันทีที่เริ่มเห็นสัญญาณไม่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล
“แต่ถึงแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือ เส้นกราฟเอ็นพีแอลยังคงไต่ระดับขึ้นอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าในบางกรณี ปริมาณหนี้เสียอาจมีมากจนทะลัก “เขื่อน” ที่กั้นไว้ นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ที่ลูกหนี้บางรายแม้จะผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังกลับมามีปัญหาซ้ำจนต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่เป็นรอบที่ 2 หรือ 3 ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะเห็นภาพลูกหนี้กลุ่มนี้ชัดเจนกว่าข้อมูลในภาพรวมขนาดใหญ่ของเครดิตบูโร”
สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปี 2569 คาดการณ์น่าจะใกล้เคียงเดิม โดยหนี้ครัวเรือนจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งมาจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ดี คุณภาพหนี้เอ็นพีแอลอาจจะเห็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อ หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี อาจจะดูดีขึ้นหรือลดลงในเชิงตัวเลข แต่ในชีวิตจริง ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคลในระดับที่สูงมาก เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ทั้งนี้ จุดที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่ม คือ สินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ ซึ่งสะท้อนถึงเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน หากกลุ่มนี้มีปัญหาเอ็นพีแอลสูง จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ และเมื่อระบบธนาคารมีความเข้มงวดมากขึ้น มีความกังวลว่าลูกหนี้ที่เคยอยู่ในระบบจะไหลออกสู่หนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็นข้อมูล (Invisible) และมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงมากจนซ้ำเติมชีวิตผู้คน
นอกจากนี้ ในกลุ่มภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอ็นพีแอลในกลุ่ม Micro-SME และกลุ่ม Small SME ยังคงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นและเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ต่างจากกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่ที่สถานการณ์เอ็นพีแอลยังคงทรงตัว แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สิ่งที่ต้องติดตามเพิ่มคือสภาวะในตลาดหนี้ (Bond Market) แทน
“การแก้ปัญหาหนี้ภายใต้โครงการ ”ปิดหนี้ไว ไปต่อได้“ ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นความตั้งใจที่ดีในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีศักยภาพสามารถเข้าโครงการได้ราว 3 ล้านราย และมีความตั้งใจที่จะขยายผลไปยังกลุ่ม Non-bank ในอนาคตเพื่อให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น อย่างไรก็ดี มองว่าการแก้หนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการ “เติมเงิน” หรือเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งรายได้ของประชาชนจะกลับมาได้นั้นต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งผลักดัน”
อ่านข่าวต้นฉบับ: เครดิตบูโร ชี้เฝ้าระวังเอสเอ็มอีรายเล็ก จุดเสี่ยงหนี้เสียพุ่งสูง แนะเพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้