ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ (Sick Man of Asia) ล่าสุดตัวเลข GDP ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% กลายเป็นชนวนเหตุแห่งการถกเถียงครั้งใหม่ แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าเศรษฐกิจไทย “พ้นห้อง ICU” แล้ว แต่ตัวเลขที่ปรากฏกลับสะท้อนภาพความลักลั่น เมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งสปีดทิ้งห่างอย่างมีนัยสำคัญ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำปี 2568 พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.4% ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่เติบโต 2.9% โดยมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมอยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 269,643 บาทต่อคนต่อปี แม้ในเชิงตัวเลขจะมีการเติบโต แต่คำถามที่กัดกินใจนักลงทุนคือ ปรเทศไทยฟื้นไข้แล้วหรือ?
สภาพัฒน์วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ยังคงเป็นกำลังหลักพยุงเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาคือ การส่งออกสินค้า ที่ขยายตัวต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจคู่ค้า รวมถึง การลงทุนภาคเอกชน ที่เริ่มกลับมาขยายตัว และ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของภาครัฐ ที่เข้ามาเติมสภาพคล่องในระบบ
อย่างไรก็ตาม จุดที่ฉุดรั้งไม่ให้เศรษฐกิจไทยทะยานได้เต็มศักยภาพกลับอยู่ที่ การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว ซึ่งมีต้นตอมาจากปัญหาเรื้อรังอย่าง หนี้ครัวเรือน ที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง กดทับกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ทำให้เม็ดเงินสะพัดเพียงในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น
เมื่อกางตัวเลข GDP ของประเทศในภูมิภาคเอเชียปี 2568 พบภาพน่ากังวลไม่น้อย เนื่องจากอัตราการเติบโตของไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาชัด:
| ประเทศ | อัตราเติบโต GDP ปี 2568 (%) |
| ไต้หวัน | 8.7% |
| เวียดนาม | 8.0% |
| มาเลเซีย | 5.2% |
| อินโดนีเซีย | 5.1% |
| สิงคโปร์ | 5.0% |
| จีน | 5.0% |
| ฟิลิปปินส์ | 4.4% |
| ไทย | 2.4% |
| ญี่ปุ่น | 1.1% |
| เกาหลีใต้ | 1.0% |
เห็นได้ว่าแม้ไทยจะเติบโตได้มากกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่เผชิญภาวะอิ่มตัวอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มอาเซียน (ASEAN-5) ไทยกลับกลายเป็น คนป่วยของภูมิภาคจริง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนามที่โตกระโดดถึง 8.0% จากอานิสงส์การย้ายฐานผลิตเทคโนโลยีระดับโลก
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในฐานะ ‘หมอเอก’ ผมมองว่าวันนี้คนป่วยของเราออกจาก ICU แล้ว แต่โจทย์ถัดไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เราต้องเริ่มให้ออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ ‘การวิ่ง’ ซึ่งนี่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องทำต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น” ดร.เอกนิติ กล่าว
รัฐบาลตระหนักดีว่าภาวะวิกฤตเฉียบพลัน ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ อาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งต้องใช้การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ ไม่ใช่เพียงแค่การฉีดสเปรย์กระตุ้นระยะสั้นผ่านนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว
เศรษฐกิจไทยควรอยู่ที่ระดับ 3-4% ดังนั้นการเติบโตเพียง 2.4% จึงถือเป็นสภาวะที่เรียกว่า การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง 3 ประการ
สังคมสูงวัย (Aging Society): กำลังแรงงานที่ลดลงส่งผลต่อผลิตภาพ และภาระงบประมาณด้านสวัสดิการที่สูงขึ้น
ขาดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง: ขณะที่เพื่อนบ้านเร่งดึงดูดอุตสาหกรรม Semiconductor หรือ EV ไทยยังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ปัญหาหนี้ครัวเรือน: เมื่อรายได้โตไม่ทันรายจ่าย และกับดักหนี้ยังไม่คลี่คลาย เครื่องยนต์การบริโภคในประเทศจึงทำงานได้ไม่เต็มที่
8.2% คืออัตราการเติบโตเศรษฐกิจของ อินเดียในเดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา นับเป็นคนแข็งแรงที่สุดของเอเชีย ในขณะที่หลายประเทศพัฒนาแล้วโตต่ำกว่า 2% รายงานจาก Chief Economists’ Outlook เดือนมกราคม 2026 ของ World Economic Forum ระบุว่า 53% ของนักเศรษฐศาสตร์ทรงอิทธิพลทั่วโลกคาดว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มอ่อนแอลงในปีนี้
ตัดภาพมาที่ประเทศไทย สื่อการเงินระดับโลกอย่าง The Financial Time กลับยกให้เป็น sick man of Asia (คนป่วยของเอเชีย) ที่ยังไม่ฟื้น ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่กำลังวิ่งมาราธอนด้วยความเร็วสูง มีพัฒนาการที่ดีขึ้นทุกปี GDP ของประเทศไทยในปี 2026 นี้กลับถูกคาดการณ์ว่าจะขยายตัวอยู่เพียงระดับ 2.5% – 2.8% เท่านั้น (อ้างอิงกรอบประมาณการศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาวโดยสภาพัฒน์และ ธปท.)
ปัจจัยกดดันหลักคือภูเขาหนี้สาธารณะโลกที่ทะลุระดับ 102 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ผสมโรงกับดอกเบี้ยค้างสูงและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ถูกมองว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย แต่ยุโรปก็เป็นคนป่วยของโลกเช่นเดียวกันเพราะถูกประเมินว่าโตเพียง 1% กว่า ๆ
อย่างไรก็ตามในความมืดมนนี้ สปอตไลต์กลับส่องไปที่เอเชียบางกลุ่มที่เปรียบเป็น ‘คนแข็งแรง’ เดินเข้าฟิตเนสปั๊มชีพจรเศรษฐกิจ (GDP) ให้เต้นแรงเกิน 5-7% ได้
1. อินเดีย
อินเดียคือหัวหอกที่ชัดเจนที่สุด ด้วยตัวเลขการเติบโตที่เคยพุ่งแตะ 8.2% (รายไตรมาส) และคาดว่าจะรักษาระดับเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 6-7% อย่างต่อเนื่อง อินเดียได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวมหาศาล บวกกับการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของภูมิภาค South Asia ที่ WEF ยกให้เป็นภูมิภาคที่แกร่งที่สุด
2. เวียดนาม
เวียดนามยืนระยะเหนือ 8% ได้อย่างสม่ำเสมอ รับอานิสงส์เต็มๆ จากยุทธศาสตร์ China+1 โรงงานอิเล็กทรอนิกส์และสายการผลิตชิ้นส่วนสำคัญระดับโลกย้ายจากจีนเข้าสู่เวียดนาม ทำให้ภาคการส่งออกและการลงทุนโตวันโตคืน การมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) รอบทิศทำให้เวียดนามเนื้อหอมที่สุดในสายตานักลงทุน
3. ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์รักษาการเติบโตระดับ 4.4% ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักเหมือนอย่างเพื่อนบ้านอื่น แต่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย ผ้บริโภคภายในประเทศ จากโครงสร้างประชากรที่ยังเด็ก (Demographic Dividend) และภาคบริการธุรกิจ (BPO) ที่แข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจมีภูมิคุ้มกันสูง
4. อินโดนีเซีย
อินโดนีเซียใช้ไม้ตายความได้เปรียบจากทรัพยากรธรรมชาติ แปรรูปแร่มีค่าโดยเฉพาะ ‘นิกเกิล’ วัตถุดิบสำคัญของแบตเตอรี่ EV เกมของอินโดนีเชียคือมีนโยบายห้ามส่งออกแร่ดิบ แต่บังคับให้โลกต้องขนโรงงานมาตั้งฐานการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ GDP ขยายตัวเกิน 5.1% จากมูลค่าเพิ่มในระบบที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม คนแข็งแรงไม่ได้แปลว่าไร้ความเสี่ยง ในรายงานยังเตือนเรื่องความเปราะบางของราคาสินทรัพย์ 74% ของนักเศรษฐศาสตร์มองว่าหากหุ้น AI ในสหรัฐปรับฐานแรง จะกระทบเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 47% มองว่าความเสี่ยงวิกฤตหนี้สาธารณะมีโอกาสเกิดขึ้นได้
อ่านข่าวต้นฉบับ: GDP ไทยปี 2568 ไม่ฟื้นไข้ จริงหรือ?