ครม.อนุมัติปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อลดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพ ของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอ
1. เรื่องเดิม
1.1 โดยที่กฎหมายในประเทศไทยหลายฉบับได้กำหนดข้อจำกัดสำหรับบุคคลที่ล้มละลายหรือเคยล้มละลายดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น ห้ามดำรงตำแหน่งสำคัญห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ห้ามรับราชการและห้ามประกอบอาชีพอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับมีความลักลั่นกัน ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและมีความล้าสมัยใน 4 ประเด็น คือ
1) เหมารวมว่าบุคคลล้มละลายไร้ความสามารถทุกคน ซึ่งเป็นความคิดที่ล้าสมัยเนื่องจากการล้มละลายมีหลายรูปแบบ และการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพมีความแตกต่างกันทั้งในด้านอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และผลกระทบต่อบุคคลอื่นหรือประชาชนโดยรวม โดยบางตำแหน่งหรืออาชีพอาจ
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารด้านการเงินหรือทรัพย์สิน และการเป็นบุคคลล้มละลายมิได้กระทบต่อความสามารถในการทำงาน
2) การล้มละลายไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมไม่ดีเสมอไป และการล้มละลายอาจมีสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้เป็นบุคคลล้มละลายได้แม้จะดำเนินการอย่างสุจริตและใช้ความระมัดระวังอันสมควรแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ยังไม่มีผลการวิจัย ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าบุคคลซึ่งล้มละลายแล้วจะกระทำการทุจริตทุกคน
3) การกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งและการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายไม่เป็นประโยชน์และไม่คุ้มค่า เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ลูกหนี้ไม่มีรายได้และภาครัฐต้องเสียบุคลากรโดยไม่จำเป็น
4) การกำหนดข้อจำกัดดังกล่าวขัดต่อหลักสากลในเรื่องการเคารพสิทธิของบุคคลและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุของฐานะทางเศรษฐกิจ และยังอาจเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นอกจากนี้ การกำหนดข้อจำกัดสำหรับบุคคลที่ล้มละลายหรือเคยล้มละลายดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพต่าง ๆ ไว้ในกฎหมาย อาจส่งผลกระทบในมิติต่าง ๆ โดยบุคคลล้มละลายอาจสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพที่ตนต้องการหรืออาจสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพ ที่ตนเคยทำ
รวมถึงอาจสูญเสียสถานะทางสังคมจากการถูกจำกัดให้ประกอบกิจกรรมทางสังคมบางประเภทซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสังคม โดยบุคคลล้มละลายที่ไม่มีโอกาสประกอบอาชีพสุจริตอาจไปประกอบอาชีพผิดกฎหมาย หรือสร้างปัญหาสังคมอื่น ๆ และการกำหนดข้อจำกัดสำหรับบุคคลที่ล้มละลายหรือเคยล้มละลายไว้ในกฎหมายหลายฉบับไม่สอดคล้องกับบริบทและสภาวการณ์ของสังคมในปัจจุบัน
ดังนั้น สำนักงาน ป.ย.ป. จึงได้เสนอหลักเกณฑ์การกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย ซึ่งเป็นการกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย โดยแบ่งการพิจารณาเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
1) ตำแหน่งสำคัญในภาครัฐ เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ตรวจการแผ่นดินควรกำหนดห้ามไม่ให้บุคคลซึ่งเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตดำรงตำแหน่ง
2) การดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องพิจารณาถึงความเชี่ยวชาญของตำแหน่งกรรมการนั้นเป็นสำคัญ โดยในกรณีที่ความเชี่ยวชาญของตำแหน่งกรรมการนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการทรัพย์สินหรือกิจการ ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดให้การเป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายเป็นข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่ง
3) การรับราชการ กฎหมายไม่ควรกำหนดห้ามเป็นการทั่วไปมิให้บุคคลซึ่งเป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายเข้ารับราชการ ส่วนกรณีที่ตำแหน่งราชการนั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพย์สิน หากเจ้าหน้าที่ตกเป็นบุคคลล้มละลายซึ่งมิใช่เป็นการล้มละลายทุจริต หน่วยงานของรัฐยังคงสามารถย้ายบุคคลนั้น ไปทำงานในส่วนงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินได้
และ 4) การประกอบอาชีพอื่น ๆ หากเป็นอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินหรือกิจการ หรือมีเหตุผลหรือความจำเป็นอื่นที่ไม่อาจให้บุคคลล้มละลายเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ ให้สามารถกำหนด ข้อจำกัดดังกล่าวไว้ในกฎหมายตามความจำเป็นและเหมาะสมได้ เพื่อให้ส่วนราชการต่าง ๆ นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาการจัดทำร่างกฎหมายและการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ
ทั้งนี้ จะช่วยให้การจัดทำร่างกฎหมายไม่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจนเกินความจำเป็น มีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาวการณ์มากขึ้น ช่วยลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย และเพื่อเป็นการรักษาบุคลากร ที่ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่ในระบบ อย่างไรก็ตาม สำหรับบุคคลที่ล้มละลายทุจริตนั้นอาจนำมาเป็นข้อจำกัดต่อไปได้เพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกลับมาสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อีก
สำหรับสาระสำคัญ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลายในการรับราชการหรือเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ (รวม 12 ฉบับ)
โดยกำหนดให้การเป็นบุคคลล้มละลายไม่เป็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพบางประการ และกำหนดให้บุคคลล้มละลายทุจริตยังเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพเช่นเดิมต่อไป เพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกลับมาสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อีก
และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสามารถพิจารณาให้บุคคลที่ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายสามารถดำรงตำแหน่งเดิมต่อไปได้ หรือกำหนดให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสามารถพิจารณาให้บุคคลล้มละลายย้ายไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสม โดยอาจพิจารณาให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งเดิมได้ภายหลังจากที่ได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาบุคลากรที่ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพที่มีความรู้ ความสามารถให้อยู่ในระบบต่อไป และเพื่อเป็นการลดข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการดำรงชีวิตของประชาชน อีกทั้งเพื่อไม่ให้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเกินสมควร ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ
โดย สำนักงาน ป.ย.ป. เห็นว่า ปัจจุบันบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐหลายฉบับได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในหน่วยงานของรัฐอันเป็นข้อจำกัดของบุคคลล้มละลาย ซึ่งมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขัดต่อหลักสากลในการเคารพสิทธิเสรีภาพในการทำงาน
ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล รวมทั้งอาจเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งสถานะของบุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมาย ที่มีลักษณะดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลเกินสมควร ทั้งนี้ การเสนอแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายจำนวน 12 ฉบับในคราวเดียว ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้เป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อให้กระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาก่อน และเมื่อ สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ข้อ 2.4 (ก)
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้
สำหรับเรื่องนี้เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับเรื่องที่ สคก. เคยเสนอความเห็นแล้ว แต่โดยที่การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องในทางนโยบายที่มีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่สมควรดำเนินการเสนอในระหว่างยุบสภาผู้แทนราษฎร
อย่างไรก็ดี เนื่องจากสำนักงาน ป.ย.ป. แจ้งว่า เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อมิให้จำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลเกินสมควรประกอบกับเป็นการแก้ไขกฎหมาย จำนวน 12 ฉบับในคราวเดียวกันซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการทำให้มีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและส่งให้ สคก. ตรวจพิจารณาก่อน
เมื่อ สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ตามข้อ (2) (2.4) (ก) ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการ ยุบสภาผู้แทนราษฎร
ดังนั้น หากคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่มีความจำเป็นตามที่สำนักงาน ป.ย.ป. เสนอ ก็สามารถพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ครม.ไฟเขียวปรับปรุงแก้ไข กม.เกี่ยวกับคุณสมบัติบุคคลล้มละลาย