ท่ามกลางปัจจัยลบที่ถาโถมตั้งแต่ต้นปี ทั้งปัจจัยภายนอกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามและสงครามการค้า ขณะที่ปัจจัยภายในก็มีการเลือกตั้ง และอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและธุรกิจไทย ที่ต้องปรับแผนรับมือ เพื่อให้ “รอด” ซึ่งในงานสัมมนา “THE LONG GAME # ธุรกิจฆ่าไม่ตาย” ที่ทาง “ประชาชาติธุรกิจ” จัดขึ้นล่าสุด “ปิติ ตัณฑเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี ได้ขึ้นเวทีนำเสนอหัวข้อ “ทางรอดธุรกิจ และ SME ไทย” ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก
“ปิติ” กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถไฟเก่า ๆ รางเก่า ๆ” ที่ต้องการ “หัวรถจักรเศรษฐกิจ” เพราะว่ารูปแบบของเศรษฐกิจที่ดีจะต้องมีตัวขับเคลื่อน อย่างยุคก่อนจะเห็นธุรกิจที่มาจากต่างประเทศ ยุค “Plaza Accord” และก่อให้เกิดธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่เรียกว่า “ซัพพลายเชน” และ “โบกี้” ต่อไป คือ คนไทยที่ออกจากธุรกิจการเกษตร มาอยู่ที่โรงงาน เพื่อมาทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งที่สำคัญมาก คือ ลากวัตถุดิบไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ขับเคลื่อนไปทั้งองคาพยพ
ในอดีตหัวขบวนที่ลากเศรษฐกิจไทยมาตลอด คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีขนาด 9 แสนล้านบาท จ้างงาน 4 แสนราย มีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม หรืออุตฯก่อสร้าง ที่สร้างผู้รับเหมารายย่อย 1 แสนราย จ้างงานล้านราย เหล่านี้เป็นหัวรถจักรเดิม ๆ
“แต่วันนี้หัวขบวนเรามีลักษณะแบบไหนบ้าง หัวรถจักรกลุ่มแรก คือ แบบ ‘เกื้อกูล’ ซึ่งถ้าดูก่อสร้างภาครัฐ เป็นการเกื้อกูลรูปแบบหนึ่ง เพราะก่อให้เกิดซับคอนแทร็กต์ สร้างถนน สะพาน วิศวกรโยธา ใช้วัสดุก่อสร้างภายในประเทศที่สร้างมูลค่า”
ต่อมา “หัวจักรต่างชาติ” อย่างญี่ปุ่น ที่เข้ามาสร้างชิ้นส่วนยานยนต์ เกิดการจ้างงาน คนไทยมีรายได้มากขึ้น เกิดธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่เรียกว่า “ซัพพลายเชน” โดยเชื่อม “โบกี้ิ คือ คนไทยที่ออกจากภาคการเกษตร มาอยู่ที่โรงงาน มาทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ลากวัตถุดิบไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เป็นหัวรถจักรที่ขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ
“รายใหญ่กินรวบ” และ “Winner Take All” ไม่ว่าต่างชาติหรือไทย วันนี้ที่เห็นคือ รถจีน แตกต่างจากรถญี่ปุ่น ที่ลากทั้งเชน เกิด “First Tier” และ “Second Tier” จากผู้ประกอบการไทย จึงเกิดเป็นคำถาม รถจีน หากลากเชนจีนหมด ใช้แรงงานน้อย วัตถุดิบไทยถูกสร้างมูลค่าหรือไม่ ถ้านำเข้ามาประกอบในไทย
“หรือธุรกิจเกษตรครบวงจรลงไปถึงเกษตรกรได้มากแค่ไหน หากดู 5 รายใหญ่ สร้างรายได้ 90% สะท้อนหัวรถจักรนี้ค่อนข้างกระจุกตัว มีไม่กี่ราย แต่เป็นขบวนสำคัญ เพราะมีคนไทยในภาคเกษตร 12 ล้านคน หากไม่สามารถลากไปได้ คนไทยจะจนวนอยู่แบบนี้ และระบบเศรษฐกิจจะต้อง Subsidy ไปเรื่อย ๆ รถหัวจักรนี้จะทำอย่างไร ภายใต้วิกฤตพลังงาน พืชพลังงาน จะต้องกลับมาคุยกันใหม่”
ต่อมา “หัวรถจักรเดี่ยว” แทบไม่ได้ลากอะไรตามมาเลย แต่ก็มีประโยชน์ เพราะถ้าไม่มีหัวรถจักร ก็ไม่สามารถลากอะไรได้ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และโทรคมนาคม มองในมิติของการลากเศรษฐกิจทั้งองคาพยพน้อยมาก จ้างงานน้อย และสินค้านำเข้าทั้งหมด
ขณะเดียวกันก็มีหัวจักรขบวนสั้น ๆ “รถไฟเทา” สร้างความปั่นป่วน ดึงผู้ประกอบการต่างชาติ แรงงานสแกมเมอร์ที่ประเทศไม่อยากได้เข้ามา หรือวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการสีเทา เงินผิดกฎหมาย ถ้าเข้ามาเศรษฐกิจไทยจะอยู่อย่างไร
“ระหว่างที่เรากำลังงง รถไฟไทย รถไฟต่างชาติที่จะลากต้องเป็นรูปแบบไหน ตอนนี้เราเจอปัญหาซ้ำคือ หัวรถจักรที่เราไม่อยากได้มาซ้ำเติมขึ้นไปอีก”
“พอเรามีรถไฟ 6 แบบ หากรถไฟเหล่านี้ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทย ในท้ายที่สุด คนไทยทำอะไร ก็ต้อง “หากินข้างราง”
โดยเมื่อ “หัวรถจักรต่างชาติ” เริ่มอ่อนแรง จะเห็นว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ลดลงจากเดิม เคยโตเกือบ 10% ลงมา 4%, 3% และเหลือ 2% ซ้ำร้าย “เอสเอ็มอี” ที่เป็นกระดูกสันหลังเพราะจ้างงานจำนวนมาก เกิดอาการเหมือนถูก “แซนด์วิช” ระหว่างต่างชาติและรายใหญ่ในประเทศ ซึ่งถ้าดูผลประกอบการเอสเอ็มอีย้อนหลัง 3 ปี รายได้ไม่โต กำไรติดลบ จะรอดได้อย่างไร โดยอัตราการรอดตายของเอสเอ็มอีทั่วโลกอยู่ที่ราว 40-50% แต่ของไทยรอดแค่ 20%
ทั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย มีบริษัทขนาดใหญ่แค่ 2% ส่วนอีก 98% เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยบริษัทใหญ่ 2% มีการจ้างงาน 28% แต่อีก 98% จ้างงานถึง 72% แต่ใน 28% สร้างจีดีพีไป 60% ส่วน 72% สร้างจีดีพี 40% คนไทยพึ่งพาท่องเที่ยวและส่งออก ไม่สามารถพึ่งพาการบริโภคในประเทศได้ เพราะธุรกิจไทยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้คนไทย ทำให้พอเกิดอะไรขึ้น จึงไม่มั่นคง
“ภาพที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยอยู่กับการ ‘หากินข้างราง’ เพราะไม่มีหัวรถจักร โดยเฉพาะหลังโควิด-19 คนไทยหากินข้างรางเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยเป็นตัวกลางซื้อมา-ขายไป วันนี้ธุรกิจตัวกลางกำลังถูกขจัด เอสเอ็มอีที่มีจำนวนมาก 2.3 ล้านราย กำลังรอวันถูกดิสรัปต์ กำลังถดถอย เพราะสู้ไม่ได้”
“ปิติ” กล่าวว่า ที่ผ่านมาธนาคารถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ว่าไม่ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี แต่จริง ๆ แล้วแบงก์ปล่อยเอสเอ็มอีเยอะมาก จนกระทั่งแบงก์เองบาดเจ็บสาหัส โดยหากดูหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รายใหญ่ทั้งระบบมีไม่ถึง 3% ส่วนเอ็นพีแอลเอสเอ็มอี 8-9%
“ลูกหนี้ที่มีปัญหาส่วนใหญ่คือ เอสเอ็มอี โดยเฉพาะขนาดเล็ก ถ้าดูค่า Risk Cost ค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 10-15% ต่อปี จะต้องคิดดอกเบี้ยเท่าไร เพื่อให้แบงก์มีกำไร อาจจะ 16% เหลือกำไร 1% แต่เอสเอ็มอีจ่ายดอกเบี้ย 16% คงไม่ได้ แปลว่าธนาคารกำลังเทเงินลงไปบนธุรกิจที่กำลังโดน ‘แซนด์วิช’ เราปล่อยให้เอสเอ็มอีถูกแซนด์วิช แข่งขันทั้งในและนอกประเทศ หากปล่อยให้เขาตาย แปลว่าคนไทยตกงาน รายได้ไม่โต เศรษฐกิจยากขึ้น”
ทั้งนี้ ในต่างประเทศจะมีการปกป้องเอสเอ็มอีอย่างเด่นชัด ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน จัดซื้อจัดจ้าง หรือมาตรการจูงใจอื่น ๆ แต่ของไทยทำน้อยไป เพราะว่าเอสเอ็มอีต้องการแต้มต่อ
“ปิติ” กล่าวว่า ที่ผ่านมาคุยกันเยอะในสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าการเปลี่ยนประเทศไทย ควรที่จะมี Long Game หรือโรดแมปยาว ๆ โดยมีการทำเอกสารขึ้นมา เรียกว่า “Reinvent Thailand” มี 3 แกนหลัก คือ เศรษฐกิจ ประชาชน และภาครัฐ
“วันนี้เราไม่สามารถโปรยเงินไปเรื่อย ๆ ต้องเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ยังมีความหวัง 5 อุตสาหกรรม ยานยนต์มี Supply Chain แข็งแรง แต่กำลังเหนื่อยมาก, อุตสาหกรรมเกษตร, Medical and Wellness หมอไทยเก่ง คุณภาพดี แต่ 70% ของยาและเวชภัณฑ์นำเข้า, การท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ และ Retail and Trading เป็นโจทย์ใหญ่ เราผลิตได้ แต่แพลตฟอร์มต่างชาติกิน 20% มูลค่าเศรษฐกิจออกนอกประเทศหมด”
“ปิติ” กล่าวว่า โอกาสที่จะสร้าง “หัวรถจักร” ของเศรษฐกิจไทยขึ้นมาได้ จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือ ภาครัฐ ถัดมาคือ บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่ม SET50 และ SET100 ที่สามารถเกื้อกูลกัน
“ท้ายสุด เราต้องกลับมาคิดว่า Thailand จะไปทางไหน จุดขายของประเทศคืออะไร เราจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ และสร้างหัวรถจักรใหม่ที่จะพาเศรษฐกิจไทยเดินไปเป็นกลุ่มคณะได้”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทีทีบี จี้หา ‘หัวรถจักรใหม่’ Long Game แก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย