หนึ่งในหัวข้อที่ร้อนแรงเข้าสถานการณ์อย่างยิ่ง บนเวที Prachachat Exclusive Forum 2026 : The-Long-Game #เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย เป็นช่วง “ทรัมป์ป่วน-AI เปลี่ยน” ที่มี “ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร” กูรูด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาร่วมพูดคุยกับ “เรืองโรจน์ พูนผล” กูรูด้านเทคโนโลยี ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิสิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) มี “กรุณา บัวคำศรี” ผู้ดำเนินรายการข่าวต่างประเทศชื่อดังมาเป็นผู้ดำเนินรายการ
“ดร.อาร์ม” มองว่าการเมืองโลกมาถึง 2 จุดเปลี่ยนคือ 1.ภูมิรัฐศาสตร์ และ 2.การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีน ทั้งย้ำว่าเทคโนโลยีเป็นสินค้าสองทาง (Dual-Use Items) คือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือน หรือธุรกิจการค้า และทางทหาร กับความมั่นคง
“ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามยูเครนยังไม่จบ มีคนบอกผมว่ามหาอำนาจทุกฝ่ายไม่อยากให้จบ เช่นเดียวกับที่อิหร่าน ตอนนี้ในอเมริกาพูดกันในสถาบันคลังสมองในหลายวงเสวนาว่า อเมริกาทนได้มากสุด และพอมีความมั่นคงทางพลังงานอยู่ ส่วนในจีนเองก็มีบอกว่าจีนทนได้มากสุด อึดสุด ซึ่งจีนเตรียมสำรองพลังงานน้ำมันไว้แล้ว”
และว่า ที่สำคัญในมุมอเมริกา บางคนคิดว่าจีนเจ็บหนักกว่าอีก แต่ในมุมของจีนบอกว่า ดีแล้วให้อเมริกาติดกับดักอยู่ในภูมิภาค ติดกับสงครามที่ไม่มีวันจบ
“สงครามอิหร่านเป็น Long War การจบหรือไม่จบอาจไม่ได้ขึ้นกับสหรัฐ อาจขึ้นกับอิสราเอล หรืออิหร่าน อย่างในกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจะเปิดหรือไม่ ซึ่งต้นทุนในการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วยโดรน ทุ่นระเบิดต่ำกว่ามาก แต่ต้นทุนการรบเมื่อเทียบกับของอเมริกาสูงมาก และต่อให้จบแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่กลายเป็นสงครามใต้ดิน หรือสงครามไซเบอร์ต่อ”
ฉะนั้น แล้วนี่คือ Long War แต่จะเป็น Long War ในลักษณะไหน
ส่วนสงครามเทคโนโลยีจีน-สหรัฐกำลังงัดข้อด้าน AI นั้น “ดร.อาร์ม” บอกว่าสหรัฐใช้คอนเซ็ปต์ All in AI ทุ่มสุดตัว พัฒนาให้ AI ฉลาด และเก่งที่สุด ขณะที่จีนใช้คอนเซ็ปต์ AI in All บรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับล่าสุดที่ประกาศชัดเจนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า คือการนำ AI ไปใช้ในทุกเรื่อง ผ่านแอปพลิเคชั่นในทุกเซ็กเตอร์ธุรกิจ ดังนั้น ด้านความฉลาด เอไออเมริกาอาจเป็นที่หนึ่ง จีนอาจเป็นรอง แต่เอไอจีนฉลาดใกล้เคียงมนุษย์แล้ว และนำไปใช้ในทุกวงการ All Sectors, All Fronts โดยเฉพาะหุ่นยนต์แขนกล Physical AI ที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจในแผน 5 ปีฉบับใหม่ เรียกว่า “AI Plus” (AI+) Initiative
การแข่งขันทางเทคโนโลยีส่งผลบีบคั้นตลาดแรงงาน “Software AGI จากฝั่งสหรัฐฉลาดใกล้เคียงมนุษย์ ฆ่างาน White Collar Works ขณะที่ Physical AGI จากจีน มีหุ่นยนต์ Automated Factory ฆ่า Blue Collar Works ซึ่งเป็นแรงงานล่างสุด เอสเอ็มอี โรงงาน
“ฉะนั้น วันนี้เราถูกบีบสองทาง หากเราไม่ปรับตัว การแข่งขันที่เหนือกว่าด้านเอไอระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เกี่ยวกับการทหารด้วย สงครามทำให้การประเมินหรือการคาดการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างสหรัฐสำเร็จหรือไม่สำเร็จในสงครามอิหร่านมีเดิมพันสูง เมื่ออเมริกาลงทุนขนาดนี้ ทำลายอิหร่านเละเทะ เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อเมริกายังไม่รู้ว่าจะเปิดอย่างไร เปิดได้หรือไม่”
สุดท้ายถ้าทำไม่ได้ และสงครามลากยาว ชัดเจนว่าพละกำลังของสหรัฐมีข้อจำกัดในระดับหนึ่ง
ในด้านเทคโนโลยี “เรืองโรจน์” มองว่าการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าคาดคิด น่าตื่นเต้น แต่แฝงความมืดมน
“ก่อนหน้านี้เราพูดกันว่า AI จะมาแทนที่แรงงาน คนที่ใช้ AI เป็นจะมาทำงานได้ดี ตอนนี้ใช้ไม่ได้แล้ว ปัจจุบันต้องเป็นคนที่มี Intellectual Capital และใช้ AI มาช่วยขยายศักยภาพจึงจะอยู่รอด”
เทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก เพียงไม่กี่เดือนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถึง 3 รอบ เช่น การเปิดตัวของ Gemini, Claude และ Open Claw ทำให้โลก AI กำลังก้าวข้ามจากระดับ 3 เข้าสู่ระดับ 4 คือระดับกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Autonomous) หรือที่เรียกว่า Agentic Workflow ปัจจุบัน AI เป็นเอเย่นต์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนา AI ต่อไปได้เอง เช่น เขียนซอฟต์แวร์เอง ทำให้เกิดวงจรการพัฒนาที่รวดเร็วแบบทวีคูณ
และภายในปีนี้จะเข้าสู่ระดับ Agentic Enterprise ที่ทุกบริษัทมี Agent AI ความอัตโนมัติจะแพร่เข้าสู่ระดับ Commerce และเข้าไปสู่ Logistic และ Payment เมื่อการชำระเงินเป็นอัตโนมัติจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเงินตามมา
“เรืองโรจน์” เน้นย้ำว่า การพัฒนาที่รุดหน้านี้ทำให้ AI เป็นเรื่องของเอกราชและอธิปไตย เป็น National Security Agenda ที่ส่งผลต่อชีวิตมนุษย์มหาศาล และอาจเปลี่ยนโลกไปอย่างมากภายในสิ้นปีนี้
“สงครามและความขัดแย้งล่าสุดยิ่งทำให้เห็นชัดว่าชาติยุโรปเริ่มตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาแค่สหรัฐ หรือจีนได้ จึงต้องผนึกกำลังสร้างระบบข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานชิป และโมเดล AI ของตนเอง”
ด้านการแข่งขัน บนเวทีสนทนาเห็นตรงกันว่า ฝั่งสหรัฐเน้นไปที่ AGI (Artificial General Intelligence) เพื่อให้ AI ฉลาดเหนือมนุษย์ทุกด้าน เน้นการลงทุนจากภาคเอกชน ขณะที่จีนเน้นที่ Industrial Autonomy และ Physical AI (เช่น แขนกล หุ่นยนต์ โรงงานอัตโนมัติ) มอง AI เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ดังนั้น สหรัฐจึงยังนำหน้าเรื่องโมเดลระดับแนวหน้า (Frontier Model) แต่จีนโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพและจำนวนบุคลากรระดับ PhD ที่มีมหาศาล
เมื่อ Agentic AI มาสู่ระดับ Commerce แล้ว AI จะคุยกันเองเพื่อทำธุรกรรม จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบการชำระเงิน (Payment) และบริการทางการเงินทั้งหมด เกิดโมเดลธุรกิจแบบองค์กรจิ๋วที่ใช้พนักงานไม่กี่สิบคนสร้างรายได้และกำไรหลักพันล้านได้ภายในเวลาสั้น ๆ
“ทุกองค์กรทำคาดการณ์อนาคต (Foresight) แต่ครั้งนี้มองได้ไม่ไกล หมอกหนา มืดมนทุกทาง ปีนี้ AI จะเป็นประเด็นหลักไปจนถึงสิ้นปีนี้ เราจำเป็นต้องเริ่มพูดถึงเรื่องควอนตัมอย่างจริงจัง และในปี 2030 จะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Post-Quantum”
และถือเป็นจุดทดสอบสำคัญที่สองของการเปลี่ยนแปลงโลก จะเป็นการนำ AI มาบวกกับ Quantum เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และก้าวต่อไปสู่เทคโนโลยีระดับ Frontier หรือด้านไบโอ Bio หรือสุขภาพในลำดับถัดไป
“เวที World Economic Forum เมื่อต้นปี มีฉากทัศน์อนาคตที่ดูสดใส คือ AI จะทำงานแทนเราทุกอย่าง คนจะมีชีวิตสบาย ควอนตัม และเทคโนโลยีสังเคราห์แสงจะนำไปสู่การสังเคราะห์อาหารจนทุกสิ่งมีเหลือเฟือ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นทุกคนต้องทุกข์ทรมาน”
“เรืองโรจน์” ชวนคิดต่อด้วยว่า หาก AI ทำงานแทนปัญญาชน และหุ่นยนต์ทำงานแทนคนใช้แรงงานแล้ว ใครจะจ่ายภาษีให้ภาครัฐ เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากมาจากการบริโภค เมื่อผู้คนไม่มีการใช้จ่าย AI ก็ไม่ใช้จ่าย อาจเป็นปัญหาการพังทลายของตาข่ายทางสังคม
“เวลานี้จนถึงปี 2030 คือรถไฟเที่ยวสุดท้ายของประเทศไทย หากไม่เริ่มวางแผน และสู้ตั้งแต่วันนี้ การจะกระโดดเกาะขบวนเทคโนโลยีที่เคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ เป็นไปได้ยาก เพราะเที่ยวต่อไปไม่ใช่รถไฟ แต่เป็นจรวด”
“เรืองโรจน์” ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2024-2026 เป็นช่วงที่ผู้บริหารระดับ CEO หรือ CIO ต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ หากไม่สามารถทำได้ภายในครึ่งปีมีโอกาสพ้นจากตำแหน่ง เพราะพ้นช่วงเวลาการทดลองใช้เงินไปกับการลองผิดลองถูกแล้ว
ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็น CEO แม้แต่คนที่เป็น C-Level อยู่แล้วก็รู้สึกเหนื่อยมาก เพราะต้องรับมือกับปัจจัยลบหลายด้านพร้อมกัน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การบริหารคนต่างวัย การทำ AI Transformation ที่ยังไม่จบก็ต้องรับมือกับควอนตัมต่อ รวมถึงปัญหาซัพพลายเชน
คนที่เหนื่อยมากอีกคือสายงานเทคโนโลยีและข้อมูล (Information & Technology Officer) คนในองค์กรควร “กอดพวกเขาไว้แน่น ๆ” และสู้ไปด้วยกัน ฝ่า “ยุคที่ยากลำบากที่สุด” ต้องใช้ทั้งความสามารถในการมองอนาคต (Foresight) ที่มองได้ไม่ไกล เต็มไปด้วยหมอก พร้อมความอึด(Resiliency) และต้องการกำลังใจจากคนรอบข้างอย่างมาก
“เรืองโรจน์” กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ที่ห่อเหี่ยวมืดมนจากหมอกที่ปกคลุมเส้นทาง จากความไม่แน่นอนของการเมืองโลก ความยืดหยุ่น “Resiliency คือกลยุทธ์เดียว” ผู้นำต้องเน้นความยืดหยุ่น และการประคองตัวให้รอด (Residency/Resiliency) มากกว่าวางแผนระยะไกลที่มองเห็นได้ยาก
และว่า “ผู้นำ” ที่ดีจะต้องมองหา Weak Signal แล้วฉวยโอกาสจาก “สัญญาณอ่อน ๆ ที่ยังไม่ชัดเจน” ก่อนคนอื่น
เรื่องที่ทั้งคู่พูดถึงเช่นกัน คือหากเกิดกรณีความขัดแย้งรุนแรงกับไต้หวัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางชิป จะเกิด Tech Shock ไม่ใช่แค่ซัพพลายเชนช็อก หรือออยล์ช็อก เลวร้ายที่สุดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหยุดหมด
ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา จนถึงสงครามอิหร่านล่าสุด เรื่อง “ซัพพลายเชน” ของโลก ในเวที WEF 2026 มีพูดถึงว่า เมื่อก่อนการจัดการอุปทานเป็น Just-in-Time แต่ตอนนี้คิดกันว่าเป็น Just-in-Case เดิมเน้นความคล่องตัว และการผลิตแบบ “ทันเวลาพอดี” (Just-in-Time) ปัจจุบันโลกเปลี่ยนมาเป็นแนวคิด “เผื่อเหลือเผื่อขาด” (Just-in-Case) จากบทเรียนช่วงโควิดและสถานการณ์ความไม่สงบระดับโลก ทำให้หลายองค์กรต้องยอมมีระบบที่ซ้ำซ้อน (Duplication) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก
วันนี้แม้ยังไม่เกิด แต่หลายคนคาดการณ์เหมือนกับว่าจะเกิดขึ้น ทุกคน Decouple Supply Chain หรือแยกซัพพลายเชนเพื่อกระจายความเสี่ยงไปแล้ว มีการวางแผนนำโรงงานชิปไปอเมริกา ส่วนจีนวางแผนผลิตชิปเอง สะท้อนว่าเรื่องเหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมด
การกลับมามุ่งเน้นผลิตซัพพลายเทคโนโลยีเอง หมายความว่าโลกกำลังเปลี่ยนจากยุค “ปิโตรเลียม” ไปเป็นยุค “ไฟฟ้า” หากสงครามอิหร่านลากยาวจะทำให้จีนขายโซลาร์เซลล์ ขายอีวีได้มากขึ้น เกิดเป็นคำถามว่าแผนพลังงานสะอาดของจีนจะได้ผลในช่วงเวลานี้หรือไม่ อเมริกายังต้องการคุมน้ำมัน ซึ่งน้ำมันผูกกับดอลลาร์ เหล่านี้เชื่อมโยงกันหมด ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยนี่คือโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment) โดยควรใช้จุดแข็งเรื่องความเป็นกลาง ดึงเม็ดเงิน และคนเก่งเข้ามาสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และต่อยอดไปให้ไกลกว่าสิ่งที่เป็นอยู่
“ไทยมีจุดแข็งเรื่องความเป็นกลางที่เวลาโลกเกิดปัญหาอะไร คนจะหนีมาพักที่นี่ ควรเปลี่ยนจากการเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยว มาเป็นเพื่อนที่เขาอยากย้ายมาอยู่ มาทำธุรกิจ ชวนคนเก่งเข้ามา เป็นระบบนิเวศที่ดึงดูดคนเก่ง และเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ”
และอย่าไปแข่งในสิ่งที่แข่งขันไม่ได้ ให้เน้น Cocreation เป็นยุทธศาสตร์ระดับ “อาเซียน” เพราะเราเป็นภูมิภาคใหญ่ที่มีประชากรมาก และประเทศไทยเป็นเหมือนประตูสู่ภูมิภาค
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทรัมป์ป่วน-AI เปลี่ยน ถอดรหัสผู้นำอนาคต ฝ่าความมืดมนอย่างไร