สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแจงราคาหมูขยับตามกลไกตลาด ชี้อากาศร้อน-ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง-วิกฤตน้ำมัน หลังเกษตรกรแบกภาระอ่วมขาดทุน 3 ปี ย้ำราคาหน้าฟาร์มยังปริ่มทุน วอนสื่อนำเสนอข้อมูลรอบด้านให้ความเป็นธรรมเกษตรกรด้วย
จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับราคาเนื้อหมูในท้องตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นจนสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคในช่วงนี้นั้น ล่าสุดนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยข้อเท็จจริงถึงสาเหตุที่ราคาหมูมีการขยับตัวขึ้นว่าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่การฉวยโอกาสปรับราคาแต่อย่างใด
“อากาศร้อนจัด ส่งผลให้หมูโตช้าลงกว่าปกติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลานี้ เมื่อหมูใช้เวลาในการเติบโตนานขึ้น แต่ความต้องการในตลาดยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นตามวงจรเศรษฐกิจจึงส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นตามกลไกตลาด อุปสงค์และอุปทาน”
นายสิทธิพันธ์ยืนยันว่าที่ผ่านมาเกษตรกรแบกรับสภาวะขาดทุนสะสม 2-3 ปีแล้ว หากดูโครงสร้างต้นทุนตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) อยู่ 68 บาท/กก. ราคาขายจริงในบางพื้นที่ยังคงต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะการขายในลักษณะรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ราคาอาจอยู่ที่เพียง 66 บาทต่อกก. ซึ่งรวมค่าขนส่งแล้วด้วยซ้ำ การปรับราคาขายตอนนี้ 68-72 บาท/กก.ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ปริ่มทุนหรือเกือบจะเท่าทุนเท่านั้น และราคานี้ยังถือว่าต่ำหากเทียบกับในอดีตเคยขึ้นไปถึง 90 บาท
“หากคิดราคาหน้าฟาร์มตอนนี้เป็นราคาขายปลีกเนื้อหมูส่วนมาตรฐาน เช่น เนื้อแดง เนื้อสะโพก หรือเนื้อไหล่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของผู้บริโภค ยังคงมีราคาอยู่ที่ประมาณ 130-140 บาท/กก. ซึ่งการที่ไปสำรวจแล้วพบราคา 165 บาท นั้นคาดว่าจะเป็นหมูสันในที่มีการตัดแต่งเป็นพิเศษ เป็นคนละประเภทกัน ซึ่งหมูที่ขายได้เป็นราคาหมูสันในนั้นก็ไม่ได้มีสัดส่วนมากนัก หากเทียบเป็นชิ้นส่วนในหมูตัวหนึ่งจึงอยากขอความเป็นธรรมให้เกษตรกรด้วย เกษตรกรก็ไม่ต่างจากประชาชนก็เป็นผู้บริโภคเหมือนกัน”
และอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมต้นทุนการผลิตขณะนี้ คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาและปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสูตรอาหาร
นอกจากวัตถุดิบหลักแล้ว สินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ที่จำเป็นในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น โปรไบโอติก และสารเสริมต่าง ๆ ในสูตรอาหารสัตว์ ล้วนเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นเกษตรกรจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกขั้นตอนการผลิตเช่นกัน
นอกจากปัจจัยการผลิตแล้ว ปัญหาสงครามตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จนกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความท้าทาย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10-20% หรือมาอยู่ที่ประมาณ 33 บาทเศษ นอกจากราคาจะสูงขึ้นแล้ว ปัญหาที่หนักกว่าคือการขาดแคลนน้ำมัน ในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรต้องไปเข้าคิวรอเติมน้ำมันเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรอบการขนส่งหมูที่มีชีวิตที่รอไม่ได้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ส.ผู้เลี้ยงสุกรแจงราคาหมูขยับตามตลาด ร้อนจัด-ต้นทุนพุ่งซ้ำ เกษตรกรขาดทุนยาว 3 ปี