คอลัมน์ : Politics policy people forum
ชะตากรรมพรรคประชาชน ที่มี “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นหัวหน้าพรรค ถูกเช็กบิลทันทีหลังเลือกตั้งจบลง จากชนวนเหตุที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งในจำนวน 44 คนที่ถูกชี้มูลความผิด มี “ว่าที่ สส.” จากพรรคประชาชน 10 คน
ชะตากรรมพรรคประชาชน จึงไม่ต่างกับชะตากรรมพรรคก้าวไกล ที่มี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรค เพราะโดนขุดเรื่องถือหุ้นไอทีวี แทบจะทันทีที่การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 จบลง
และคล้ายกับพรรคอนาคตใหม่ ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหน้าพรรค โดนคดีถือหุ้นสื่อ
จึงเกิดซีนดราม่าการเมือง ที่ทั้ง “ธนาธร” และ “พิธา” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เดินออกจากสภาตั้งแต่วันแรก
และวันนี้คดีแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อาจทำให้เกิดภาพที่ 10 สส.พรรคประชาชน เดินออกจากสภาตั้งแต่วันแรก-ซ้ำรอยเดิม และส่งผลกระทบสูงถึงขั้นต้อง “เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค”
ปฐมเหตุของเรื่องนี้ ต้องย้อนไปช่วงที่พรรคก้าวไกล มี “พิธา” เป็นหัวหน้าพรรค ได้รวบรวมรายชื่อ สส. 44 คนของพรรค เพื่อยื่น ชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน รวมทั้งร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อประธานรัฐสภา แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวก็ “ถูกดอง”
ทำให้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พรรคก้าวไกล ได้ใช้เป็นแคมเปญแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังการเลือกตั้งพรรคก้าวไกลก็ได้ สส.ในสภา 151 ที่นั่ง
แต่ทว่า “ธีรยุทธ สุวรรณเกสร” ได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญว่า การยื่นเสนอกฎหมายมาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งนั้น เป็นการใช้สิทธิ เข้าข่ายการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขอให้เลิกการกระทำดังกล่าว
31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของพรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งให้พรรคก้าวไกลเลิกการกระทำทั้งหมด
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงใช้คำว่า “ความปรากฏ” นำมาพิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล กระทั่ง 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญจึงตัดสินยุบพรรคก้าวไกล องคาพยพของพรรคก้าวไกล ทั้งหมดจึงย้ายมาที่พรรคประชาชน
เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผล “ผูกพัน” ทุกองค์กร “ธีรยุทธ” ในฐานะบุคคลต้นเรื่องในการร้อง ได้ยื่นให้ ป.ป.ช.พิจารณาความผิดทางอาญาต่อการกระทำของ 44 สส.พรรคก้าวไกล
ที่สุดแล้ว ปปช.ชี้มูลความผิด 9 กุมภาพันธ์ 2569 ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแบบ “เหมาเข่ง” ทั้ง 44 คน
10 ใน 44 คือ ว่าที่ สส.หลังจากเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ประกอบด้วย 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 3.รังสิมันต์ โรม ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 4.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 5.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 6.ณัฐวุฒิ บัวประทุม ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 7.วาโย อัศวรุ่งเรือง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 9.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ว่าที่ สส.กทม. เขต 33 10.ธีรัจชัย พันธุมาศ ว่าที่ สส.กทม. เขต 18
ในคำบรรยายมติเอกฉันท์ของ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิด 44 สส.ก้าวไกล ได้ตั้งประเด็นไว้หลายข้อกล่าวหา มีใจความสำคัญ อาทิ
การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง
แม้ว่าสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายจะเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อกันในการเสนอกฎหมายได้ก็ตาม แต่จำต้องพิจารณาเนื้อหาของร่างที่เสนอว่ามีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมีเนื้อหาที่ไม่สมควรหรือไม่ ประการใด
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวด้วยแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 111 และข้อ 112
แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการในกระบวนการตรากฎหมายต่อไป
แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมที่รับผิดชอบในคดีนี้ ยอมรับว่า การชี้มูลของ ป.ป.ช.ต่อ 44 สส.พรรคก้าวไกล เป็นการเขียนแบบ “เหมาเข่ง” โดยที่ไม่ได้ดูสิ่งที่อดีต สส.พรรคก้าวไกล หรือ สส.พรรคประชาชน ไปชี้แจงข้อกล่าวหาแม้แต่น้อย
เช่น กรณีที่ ป.ป.ช.ระบุว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค เป็นนายประกันให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น แต่ในข้อเท็จจริง นายณัฐพงษ์ เป็นนายประกันให้กับผู้ต้องหาในคดีที่ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เรื่องความมั่นคง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ มาตรา 112 แต่อย่างใด
ส่วนที่ ป.ป.ช.ระบุว่า ฝ่ายนิติกร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งข้อทักท้วงหรือยับยั้ง มิให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว 44 สส.พรรคก้าวไกล เพิกเฉยไม่แก้ตามข้อทักท้วงนั้น
ข้อเท็จจริง คือ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้น ทำหนังสือเป็นแค่กระดาษ 1 แผ่น ถึงนายพิธาเพียงคนเดียวในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมาย และนายพิธาเพียงมาบอกว่ามีหนังสือโต้แย้งมา พวกตนรู้ว่าสภาโต้แย้ง แต่ไม่รู้รายละเอียดคืออะไร จึงไม่ได้เดินหน้าเรื่องนี้ต่อ อีกทั้งช่วงเวลาที่ยื่นกฎหมายคือปี 2564 เป็นช่วง 2 ปีก่อนเลือกตั้ง 2566 ด้วยซ้ำ ซึ่งพวกตนไม่ได้เดินหน้าอะไรต่อ
“ถ้าเขียนคำชี้มูลความผิด ที่ ป.ป.ช.ชี้มูล 44 สส.โดยไม่ดูคำชี้แจงของพวกผมแบบนี้ ถ้าเป็นผมเขียน ขอแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว” นพ.วาโยกล่าว พร้อมระบุว่า ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 เขาไปยื่นคำร้องคัดค้าน กรณีกรรมการ ป.ป.ช.รายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการรับสินบน แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้แต่อย่างใด
นพ.วาโยกล่าวว่า แม้คดีดังกล่าวที่ ป.ป.ช.ชี้มูลแบบเหมาเข่ง แต่การพิจารณาของศาลฎีกาก็จะพิจารณารายบุคคล ไม่ต่างจาก ดิไอคอน ที่มีคดีเดียวแต่ผู้ถูกกล่าวหามีหลายคน เป็นต้น
ส่วนแผนต่อสู้ชอตต่อไปนั้น 1.ถ้า ป.ป.ช.ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อไหร่ ก็จะไปยื่นขอให้ 10 คน ที่เป็นว่าที่ สส.พรรคประชาชน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
“สำนักงานผมอยู่ไม่ไกลจากศาลฎีกาฯ ถ้า ป.ป.ช.ยื่นฟ้องเมื่อไหร่ ผมก็จะไปยื่นขอให้ ว่าที่ สส.พรรคประชาชน ยังคงทำหน้าที่ต่อไปได้ทันที”
2.จะทำคำแถลงรวม ไล่เลียงประเด็นทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้ศาลฎีกาฯเข้าใจง่าย
3.ขอให้ศาลฎีกาฯไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติม เช่น นักวิชาการด้านกฎหมาย เนื่องจากในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช.เรียกพยานบุคคลฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับพรรคก้าวไกลไปไต่สวนเท่านั้น เช่น เรียกบุคคลที่เป็น “งูเห่า” ในพรรคก้าวไกลเท่านั้น แต่ไม่ให้ฝ่ายพรรคก้าวไกลไปชี้แจง
นพ.วาโยยังตอบยากว่า สุดท้ายแล้วอาจเห็นภาพที่ 10 สส.พรรคประชาชน เดินออกจากสภาในวันแรกของการประชุม หลังการปฏิญาณตนเป็น สส. เหมือนกับ ธนาธร และ พิธา หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องคดีจริยธรรม ซึ่งยังไม่มีใครเคยขอว่า ปฏิบัติหน้าที่ต่อ
นาทีนี้ หัวใจของว่าที่ สส.พรรคประชาชน คงเต้นด้วยความระทึก
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดแผน 44 สส.พรรคส้ม ทางสู้-ทางถอย เกมแก้ ม.112