ประเด็นเรื่อง บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ส่อแววลุกลาม เรียกว่า “งานเข้า” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และก่อหวอดสะเทือนความไว้วางใจของประชาชนที่เดิมทีก็น้อยลงอยู่แล้ว ให้พาลปฏิเสธ “ฉันทามติ” ได้
เรื่องของเรื่อง คือ เมื่อคนสายเทคฯ พิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมี “อัตลักษณ์” และเรียงลำดับถึง “ต้นขั้ว” ที่ฉีกบัตรเลือกตั้งออกมา ทำให้ยืนยันที่ตั้งหน่วย แบบแยกฉบับแยกบัตรเลือกตั้งได้เลย
หากมีการหยิบ “บัตรเลือกตั้ง” ที่ถูกล็อกไว้มาเทียบกับทะเบียน ก็สามารถระบุตัวตนคนเลือกได้ ถึงขนาดวางสมมติฐานว่านี่จะเป็น “บิ๊กดาต้า” ใช้บอกอินไซต์การเลือกตั้งที่ทำให้ “ยิงกระสุน” ได้แม่นยำ
นั่นอาจทำให้หลักการ “การเลือกตั้งโดยลับ” ไม่ลับอีกต่อไป
ในเรื่องนี้ กกต. ยืนยันว่าเป็นระบบ “ซีเคียวริตี้” เพื่อป้องกันการปลอมแปลง และทำเพื่อตรวจสอบย้อนกลับการพิมพ์และควบคุมการจัดส่งแจกจ่ายบัตรเลือกตั้ง “ป้องกันบัตรเขย่ง”ได้ด้วย
ตามที่ กกต. แถลงเมื่อบ่ายวันที่ 13 กพ. นั้น ระบุว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งระบุที่มาของหน่วยเลือกตั้งได้ แต่ตามกระบวนการมีการแยกส่วนและป้องกันการระบุตัวตนอยู่แล้ว
โดยสรุป หลักฐานการเลือกตั้งมี 3 ส่วน คือ
1. บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว บรรจุใส่หีบ ยุบรวมที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งและเก็บรักษาไว้
2.ต้นขั้วที่จำหน่ายบัตรออก มีการเก็บรักษาไว้ที่ อำเภอ หรือ สนง.กกต. ประจำท้องที่
และส่วนที่ 3. ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ระบุชื่อ-สกุล ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถูกส่งกลับไปที่งานทะเบียนท้องถิ่น-ท้องที่ เพื่อเจรียมประกาศรายชื่อผู้ไม่มาเลือกตั้ง
ชิ้นส่วนที่ 1 และ 2 ไม่มีใครมีอำนาจเปิดหีบห่อ ยกเว้น กกต. มีมติให้นับคะแนนใหม่ และชิ้นส่วนทั้งหมดจะต้องเก็บรักษาไว้ 2 ปี และจะมีการทำลายทิ้ง
ดังนั้น หากไม่นำชิ้นส่วนทั้งสาม มารวมกันแล้ววางเทียบ ย่อมไม่สามารถระบุได้ว่า ใครกาเบอร์ไหน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามในแวดวงเทคโนโลยี ได้ให้ความเห็นว่า ระบบเช่นนี้ไม่ได้ผิดแปลกอะไร เพราะหลายประเทศก็ทำ อย่างเช่นที่ สหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในมิติทางเทคโนโลยี การที่บาร์โค้ด สามารถเชื่อมโยง 2 ชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ย่อมมีโอกาสให้อนุมานความเชื่อมโยงที่ 3 นั่นทำให้ในทางเทคนิค บัตรเลือกตั้งในหีบไม่ได้ปลอดภัย
แม้การเก็บรักษาหีบห่อบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วจะแยกย้ายกระจายกันไป แต่นั่นก็คือการเก็บรักษาด้วยมือ “มนุษย์” ซึ่งถูกแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า จึงไม่ใช่ความปลอดภัยแบบ Zero trust ที่โดยพื้นฐานแล้วการออกแบบระบบความปลอดภัยต้องพยายามทำให้ถึง
ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นและความวางใจ ที่ฝากไว้กับ “พนักงาน-ข้าราชการ” ซึ่งเป็นมนุษย์ ว่าบิ๊กดาต้า และ ข้อมูลการเลือกตั้งที่มี 3 ชิ้นส่วน หรือ สามเส้าเจตจำนงค์ของประชาชน จะไม่ถูกเปิดเผย หรือช่วงใช้เพื่อการอื่น
อ่านข่าวต้นฉบับ: แกะรอย “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” สามเส้าของความไว้ใจ