คณบดีนิติศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ มองการเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ ชี้ขัดหลัก “เลือกตั้งโดยลับ” แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโมฆะ เตือนการทำให้โมฆะง่ายเกินไปกระทบประชาธิปไตยระยะยาว ระบุต้องมีผู้รับผิด โดยเฉพาะ กกต. เสนอใช้กลไกนับคะแนนใหม่–เลือกตั้งใหม่ในเขตมีปัญหา และอาจใช้กฎหมาย PDPA จัดการข้อมูลต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง
ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แสดงทัศนะว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยให้คำอธิบายว่า ทำไมการเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ , การเลือกตั้งครั้งนี้ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ และต้องมีคนรับผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น , ทางออกของเรื่องนี้ และ การจัดการกับบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่สามารถนำไปถึงข้อมูลการเลือกตั้งอย่างไร
เนื้อหาทั้งหมดระบุดังนี้
ว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
1.การเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ
ผมไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ความเห็นนี้อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน (อย่าเพิ่งทัวร์ลงผมนะครับ ฮา) แต่ผมคิดว่าเราต้องยืนยันในหลักการเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
การเลือกตั้งคือจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยที่ส่งผ่านจากประชาชนเจ้าของอำนาจไปสู่องค์กรของรัฐ และเป็นจุดสำคัญในการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนที่จะให้ความชอบธรรมในการปกครองประเทศ ดังนั้น การเลือกตั้งจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นโมฆะอย่างง่ายดายเกินไป
ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 49 ที่การเลือกตั้งถูกทำให้เป็นโมฆะ เพียงเพราะการจัดคูหาเลือกตั้งหันออกด้านนอกทำให้อาจมองเห็นการลงคะแนนได้ ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยไม่ได้พิจารณาว่าการจัดคูหาดังกล่าวกระทบหรือมีผลบิดเบือนการแสดงเจตจำนงของประชาชนผ่านการเลือกตั้งอย่างไร (มิพักต้องเอ่ยถึงเงื่อนไขทางการเมืองในขณะนั้นที่มีการเรียกร้องกระแสตุลาการภิวัฒน์อย่างชัดเจน) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 49 จึงไม่ควรที่จะถูกถือเป็นบรรทัดฐาน
หลายท่านอาจจะบอกว่ากรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โคดในครั้งนี้ร้ายแรงกว่ากรณีจัดคูหาเลือกตั้งในปี 49 ซึ่งละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างชัดเจน ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว แต่กรณีการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับกับปัญหาว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นคนละคำถามที่ต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะได้ขึ้นอยู่กับว่าการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการเลือกตั้งนั้นถึงขนาดเป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ เช่น มีหลักฐานชัดเจนว่า กกต. กับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีการฮั้วกันจนนำไปสู่ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎผมยังเห็นว่าการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
หากเรายอมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้โดยง่าย กลไกการเลือกตั้งซึ่งเป็นเครื่องมือ(เดียว)ของประชาชนในการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถถูกทำลายได้โดยง่ายดาย วันนี้ผลการเลือกตั้งอาจไม่เป็นดังที่หวังและเราอยากให้มันเป็นโมฆะ แต่อย่าลืมว่าในวันที่ผลการเลือกตั้งเป็นไปดังที่เราคาดหวัง การเลือกตั้งก็อาจจะถูกทำลายได้โดยง่ายโดยฝั่งตรงข้ามเช่นกัน และสุดท้ายแล้วมันจะลดทอนคุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้งไปในที่สุด และต้องไม่ลืมว่านี่คือกลไกที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะได้โดยง่ายจึงไม่ Healthy ต่อระบอบประชาธิปไตยใยระยะยาว
ส่วนที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเอาไว้ในปี 49 ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น ในครั้งนี้มันก็จะย้อนกลับมาเป็นภาระของศาลรัฐธรรมนูญเองที่จะต้องให้เหตุผลว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่เป็นโมฆะเพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่การละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับรุนแรงกว่าการเลือกตั้งในปี 49 เสียอีก การตัดสินคดีที่ไม่ยึดอยูบนหลักการในวันนั้น (โดยหวังเพียงแค่ผลในทางการเมือง) จะกลับมาเป็นเข็มทิ่มแทงศาลรัฐธรรมนูญเสียเองในวันนี้ ซึ่งเราคงไม่ต้องไปกังวลแทนศาลรัฐธรรมนูญ เราเพียงแค่คอยดูว่าศาลจะให้เหตุผลอย่างไรเพื่อไม่ให้ศาลต้องศูนย์เสียศรัทธาและความเชื่อมั่น (ซึ่งก็คงไม่ได้มีมากมายอยู่แล้ว) จากประชาชน
สิ่งสำคัญสำหรับฝ่ายประชาธิปไตยก็คือเราไม่ควร endorse ว่าการตัดสินของศาลในปี 49 เป็นเรื่องที่ถูกต้องในเชิงหลักการ
_____________
2.การเลือกตั้งครั้งนี้ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ และต้องมีคนรับผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น
การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้นอยู่บนพื้นฐานของหลักการสำคัญ 5 ประการคือ การเลือกตั้งโดยทั่วไป เสรี โดยตรง ลับ และเสมอภาค หลักการเหล่านี้ไม่ใช่หลักการที่เด็ดขาดในตัวมันเอง และอาจจะขัดแย้งกันได้ในหลายกรณี ซึ่งสุดท้ายแล้วเราต้องสร้างสมดุลระหว่างหลักการทั้งห้านี้ เช่น หากเราต้องการให้ผู้พิการเข้าร่วมในการเลือกตั้งได้ กฎหมายจะต้องกำหนดให้มีผู้ช่วยในคูหาเพื่อให้ผู้พิการสามารถเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยทั่วไป แต่การยอมให้มีผู้ช่วยก็อาจจะทำให้ต้องผ่อนปรนหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ หรือหลักการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อก็อาจจะไม่สอดคล้องกับหลักการเลือกตั้งโดยตรงเสียทีเดียว
ส่วนหลักการเลือกตั้งโดยลับนั้น มีหลักการง่าย ๆ ก็คือ เฉพาะแต่ผู้เลือกตั้งเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองเลือกอะไร ดังนั้นไม่ว่าจะในขณะเข้าคูหาหรือหลังเลือกตั้ง ก็ต้องไม่มีใครรู้ว่าเขาเลือกใคร กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่เมื่ออาศัยประกอบกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้งแล้วสามารถรู้ได้ว่าใครเป็นคนเลือกและเลือกใครย่อมขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างชัดเจน เพราะทำให้คนอื่นนอกเหนือจากผู้ลงคะแนนเสียงรู้ได้ว่าเลือกใคร
ส่วนใครที่ให้เหตุผลเปรียบเทียบกับเอกสารลับของราชการหรือล็อตเตอรี่ ก็ต้องบอกว่าไร้สาระ ผิดฝาผิดตัวและมั่วอย่างถึงที่สุด
เมื่อการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ (แต่ไม่ถึงขนาดทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ(ตามความเห็นของผม)) ก็ต้องมีคนรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ กกต.ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 23 ของ พรป.เลือกตั้ง ส.ส. หรือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 หรือมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มันควรจะต้องมีคนติดคุกติดตะรางจากสิ่งที่เกิดขึ้น
_____________
3.การเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา ถ้าไม่ให้เป็นโมฆะแล้วจะทำอย่างไร
ผมเห็นว่ากฎหมายเลือกตั้งมีกลไกสำหรับจัดการปัญหานี้คือการสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนเสียงใหม่ในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่มีปัญหา แน่นอนว่ากลไกดังกล่าวออกแบบมาโดยให้อำนาจ กกต.ค่อนข้างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่หากเราจะอาศัยกลไกลของศาลเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต.ในกรณีนี้ก็น่าจะที่จะต้องลอง รวมถึงการดำเนินการในทางอาญา โดยกฎหมายเลือกตั้งกำหนดชัดเจนว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองที่ส่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้เสียหาย (มาตรา 169)
ดังนั้น ในเขตใดที่มีข้อเท็จจริงและหลักฐานชัดเจนว่ามีปัญหา กกต.ก็จำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจที่มีเพื่อนับหรือลงคะแนนเสียงใหม่ และหาก กกต.ไม่ดำเนินการก็อาจมีความรับผิดตามมาได้เช่นกัน แต่หาก กกต.ใช้อำนาจที่กฎหมายให้นี้ ก็จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งได้
ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตใดที่มีปัญหา ก็ควรอาศัยสิทธิของท่านในการดำเนินการ โดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงแต่เพียงอย่างเดียว
_____________
4.จะจัดการกับบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่สามารถนำไปถึงข้อมูลการเลือกตั้งอย่างไร
ผมคิดว่าประเด็นที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นก็คือประเด็นที่ว่า กกต.ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แต่ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงกลไกตามกฎหมาย PDPA มากนัก
จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมเห็นว่า กกต.กระทำการฝ่าฝืนหรือผิดกฎหมาย PDPA อย่างน้อยใน 4 ประเด็นคือ 1. ผิดในเรื่อง Data Security มาตรา 37(1) 2. Data Breach มาตรา 37 (4) ทั้งไม่แจ้งและไม่มีมาตรการเยียวยาผลกระทบ 3. Data Minimization มาตรา 22 4. Transparency ไม่แจ้ง Privacy Notice ให้ชัดเจน มาตรา 23 (ขอบคุณข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย PDPA)
ดังนั้น กลไกที่ควรจะถูกนำมาใช้ในกรณีนี้คือกลไกคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะทำให้ กกต.มีความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา
คำถามต่อมาคือเรามีกลไกที่ทำให้ กกต.ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ คำตอบคือกลไกตามกฎหมาย PDPA มีอำนาจสั่งให้กระทำการ งดเว้นกระทำการ ลบทำลายข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราจึงอาจจะขอให้มีการทำลายต้นขั้วบัตรเลือกตั้งเพื่อทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงคะแนนเสียงได้ ในขณะที่บัตรเลือกตั้งจำเป็นต้องเก็บรักษาเอาไว้เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้
ความเห็นนี้อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน แต่ผมคิดว่าเราแลกเปลี่ยนกันอย่างมีเหตุมีผลได้
อ่านข่าวต้นฉบับ: คณบดีนิติศาสตร์ ม.อ.ให้เหตุผลทำไมการเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ