ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกจากรายงาน Trade and Development Report 2025 (TDR 2025) และกำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยให้สอดรับกับบริบทโลก จัดขึ้นโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ITD ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มใหม่ของการค้าโลก อาทิ trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO เล่าประสบการณ์ว่า ตนกำลังจะฉลองครบรอบการก่อตั้ง WTO แต่บูม! เกิดการขู่เก็บภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งเราต้องยืนหยัดและต่อสู้ร่วมกันกับประเทศต่างๆ โดยยึดถือระบบการค้าบนกติกาสากล ประชาคมระหว่างประเทศเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งอดีตเลขาธิการ UNCTAD อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นโดยยกคำพูดของวลาดิมีร์ เลนิน ผู้ก่อตั้งสหภาพโซเวียตที่ว่า “ช่วงเวลาหลายสิบปีเหมือนหนึ่งสัปดาห์ แต่บางครั้งแค่สัปดาห์เดียวเหมือนผ่านไปหลายสิบปี” เพื่อเปรียบเทียบว่า แทบไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำเกิดขึ้นเลยในช่วงเวลายาวนาน ในทางกลับกัน ในระยะเวลาอันสั้น เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งต้องรับมือให้ดี
ดร.ศุภชัยชี้ว่า การทูตเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องก้าวข้ามมิติทางการเมืองแบบเดิม ไปสู่การพิจารณาประเด็น Geo-strategic Economic Issues อย่างรอบด้าน หรือประเด็นทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ภูมิศาสตร์ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับบทบาทของ Digitalization หรือการทำให้เป็นดิจิทัล ในกรอบความตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา หากสามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนโยบายได้อย่างทันท่วงที
ในมิติความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภชัยย้ำถึงบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เกิดจากความหละหลวมของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และเตือนว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุน การขยายตัวของตลาดทุน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้ หากขาดการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่เหมาะสม ดังนั้น ความยืดหยุ่นทั้งด้านการเงินและการค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
สร้างเสถียรภาพภายในให้เข้มแข็ง
สำหรับประเทศไทย ดร.ศุภชัยเสนอว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพภายในให้เข้มแข็งเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง การลดภาระหนี้ครัวเรือน และการลงทุนด้านสังคมเช่น การศึกษาและสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี การเกษตรแห่งอนาคต และการกระจายตลาดและผลิตภัณฑ์ (diversification)เพื่อลดความเปราะบางจากความผันผวนภายนอก
นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้า การเงิน และการพัฒนา โดยเฉพาะบทบาทของ Trade Finance ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงิน ตลอดจนความสำคัญของความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น กลไกความร่วมมือด้านการเงินที่สามารถทำหน้าที่เป็นกันชนต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต ยกตัวอย่าง ข้อเสนอก่อตั้ง Asian Monetary Fund (AMF) หรือกองทุนการเงินเอเชียที่ดร.ศุภชัยเคยเน้นย้ำในหลายโอกาส
ดร.ศุภชัยสรุปว่า โลกจะไม่กลับไปสู่รูปแบบเดิมของโลกาภิวัตน์ แม้จะมีการปฏิรูปสถาบันพหุภาคี โดยระบบการค้าโลกจำเป็นต้องได้รับการประคับประคองผ่านความร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็ง และควรมุ่งสู่ Development-Oriented Globalization หรือโลกาภิวัตน์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การค้าแม้จะเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต แต่ต้องตอบโจทย์การพัฒนา และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเชื่อมโยงและยกระดับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว
การทูตเศรษฐกิจรับมือภูมิรัฐศาสตร์
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า TDR 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งและทันต่อสถานการณ์ โดยรายงานได้เน้นย้ำว่า “การค้าและการเงินต้องดำเนินควบคู่กัน” อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี และบูรณาการนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวทั้งในมิตินโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการทูตเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในบริบทปัจจุบัน นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศไม่สามารถดำเนินแยกส่วนได้อีกต่อไป โดยการทูตเศรษฐกิจไม่ได้มุ่งเพียงการเปิดตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่ประโยชน์ต่อประชาชนและ ความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ในเชิงการดำเนินนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในด้านการสร้างความเชื่อมั่น ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าโลกที่ยึดกติกาเป็นฐาน และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ ในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยมุ่งวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน โดยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลทั่วโลกจะมีบทบาทเชิงรุกในการเชื่อมโยงนักลงทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ในตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและทุนมนุษย์
ความร่วมมือพหุภาคี คือ ทางรอด
ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ความแตกกระจายของระบบเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดต้นทุนที่แท้จริง และไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคีในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และการสร้างหุ้นส่วนกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ “Team Thailand” โดยกระทรวงการต่างประเทศจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านการค้า การต่างประเทศ และเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยการทูตจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาส ขณะที่นโยบายการค้าจะช่วยต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
“โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกำหนดไม่เพียงโดยกลไกตลาดเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากภูมิรัฐศาสตร์และระบบการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยประเทศกำลังพัฒนามักได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ดังนั้นความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และ UNCTAD ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบายที่อิงหลักฐานสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การค้าและการพัฒนายังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมในระยะยาว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวทิ้งท้าย
Ally to All พันธมิตรการค้ากับทุกประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศหรือ “Ally to All” บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างต่อเนื่อง โดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย–แคนาดา ซึ่งระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เน้นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อกระแสการค้าโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออก
สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน รัฐมนตรีพาณิชย์กล่าวว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจาพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ” นางศุภจีกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: 3 กูรูผนึกกำลังตีโจทย์เศรษฐกิจโลก พาไทยฝ่าการค้าโลกปั่นป่วน
