“ธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจที่ในอดีตเคยเติบโต เป็น Growth Stock ทุกธนาคารไม่ได้จ่ายปันผลแบบในปัจจุบัน แต่ทุกวันนี้หลายแบงก์หันมาจ่ายปันผลสูง และมีการซื้อหุ้นคืน เพราะไม่รู้ว่าจะนำเงินไปทำอะไร เนื่องจากหากปล่อยสินเชื่อ โดยไม่คุมความเสี่ยงจะส่งผลกระทบเชิงระบบได้ เพราะธุรกิจการเงิน เป็นธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือ หากบริหารพลาดย่อมกระทบวงกว้าง ดังนั้น กลยุทธ์ในการเติบโตในปี 2569 จะมีด้วยกัน 3-4 ด้าน คือ 1.การบริหารสินทรัพย์ 2.การบริหารความเสี่ยง 3.เพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และ 4.ทำให้ผู้ถือหุ้นดีขึ้น ผ่านการจ่ายปันผล (Dividend)” นายกัมพล จันทวิบูลย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนล่าสุด
ซีอีโอ KKP ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า คาดจะฟื้นตัวในลักษณะ “K Shape” ซึ่งธุรกิจสินเชื่อ หนี้ต่อ GDP เริ่มลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และสินเชื่อรถปล่อยยากขึ้น โดย K ขาบน ยังเป็นกลุ่มที่เติบโตได้ ทำให้ Growth Engine เป็นธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งสะท้อนได้จากรายได้ของทุกธนาคารในปี 2568 ล้วนมาจากธุรกิจ Wealth เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง และต้นทุนความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทำให้ธุรกิจ Wealth เป็นธุรกิจเดียวที่ยังเติบโตได้
“ดังนั้น ในปี 2569 KKP จะรักษาการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยไม่ให้หดตัวติดลบ (Flat) หรือเติบโตเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายมาก ภายใต้ดีมานด์ที่ปรับลดลง โดยพยายามหารายได้จากค่าธรรมเนียม (Fee Income) จะมาจากธุรกิจ Wealth ที่ยังมีโอกาสเติบโต โดยจะเจาะกลุ่มลูกค้า EDGE แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Mass Affluent ที่มีสินทรัพย์การลงทุนและเงินฝาก (AUM) ตั้งแต่ 2-10 ล้านบาท และกลุ่ม Upper Affluent ที่มี AUM ตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท โดยธนาคารจะพยายามทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้รับบริการแบบไฮบริด ทั้งเจอพนักงานและออนไลน์ เพื่อลดต้นทุนต่อการให้บริการ (Cost to Serve) ปรับลดลง”
ทั้งนี้ ภายในเดือน มี.ค.นี้ KKP จะเปิดบริการ “Online to Offline” เป็นบริการให้ลูกค้านัดพบพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญล่วงหน้าในเรื่องที่ต้องการปรึกษา ส่วนหนึ่งเพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสเตรียมข้อมูลให้ได้มากที่สุด และลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางมาสาขา แต่สามารถ VDO Call กับพนักงานได้
“เราพยายามทำให้ Cost to Serve ลดลง เพราะปัจจุบันพนักงานลูกค้าสัมพันธ์ (RM) 1 ราย ดูแลลูกค้ากลุ่ม Mass Affluent 400 คน และกลุ่ม Upper Affluent 200 คน จุดแข็งของเรานอกจากเป็นเรื่องของดอกเบี้ย จะมีเรื่องลงทุน โพรเทค ซึ่งเราต้องการให้ลูกค้ามาใช้ในเรื่องของ Advisory มากกว่า Transaction เพราะลูกค้ากลุ่มนี้หากเป็นธุรกิจ เงินธุรกิจและเงินส่วนตัวจะรวมกัน เราสามารถเสนอสินเชื่อหรือบริการอื่น ๆ ได้ โดยเราตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า Wealth ปีนี้ราว 1 แสนราย จากปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 1 หมื่นคน และ AUM รวมทั้งหมดทะลุ 1 ล้านล้านบาท”
สำหรับสินเชื่อรถยนต์ปีนี้ “กัมพล” กล่าวว่า ธนาคารมองว่าจะไม่โต หรือสินเชื่อเติบโตเป็น 0% แม้ตลาดรถปรับดีขึ้น และคุณภาพสินเชื่อดีขึ้น แต่จะเห็นว่ายอดขายรถยนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 แสนคัน ปรับลดลงต่อเนื่องจากอดีตยอดขายกว่า 1 ล้านคัน ส่วนหนึ่งมาจากระบบคมนาคมของไทยที่ดีขึ้น สะท้อนผ่านยอดขายรถยนต์ในกรุงทพฯ สัดส่วนลดลงเหลือ 34-35% จาก 40% และแนวโน้มประชากรเกิดน้อยลง ส่งผลต่อความต้องการซื้อรถใหม่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง แม้ว่าในต่างจังหวัดจะมีความต้องการใช้อยู่ แต่ภาพรวมความต้องการน้อยลง
ในปีนี้ธนาคารจะเริ่มทำตลาดสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพิ่มขึ้น แต่จะเลือกการเติบโตเฉพาะในบางยี่ห้อ บางแบรนด์ และบางรุ่น เน้นกลุ่มคุณภาพ และปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถอย่างแท้จริง หรือเลือกเซ็กเมนต์ลูกค้า เพื่อป้องกันลูกค้าทิ้งรถ โดยเน้นรถยนต์เกิน 1 ล้านบาท ปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น รถใช้แล้ว (Use Car) 60% และรถใหม่ 40%
“ปีนี้รถยนต์ใหม่ เราจะเริ่มคิดเรื่องรถอีวีมากขึ้น แต่จะ Selective แบรนด์รถ รุ่น และเซ็กเมนต์ลูกค้า เพราะเราเห็นรถอีวีถึงจุดที่มี Adoption Rate อยู่ที่ประมาณ 25-30% ของยอดขายทั้งหมด ตลาดเริ่มนิ่ง และราคาจริงของอีวีเริ่มเห็นแล้ว และยังมีโครงการอีวี 3.0 และ 3.5 ที่จะผลิตรถอีวีออกมาอีก ส่วนรถสันดาปเราก็ปล่อย โดยเฉลี่ยเราปล่อยสินเชื่อใหม่ปีละ 3.8 หมื่นล้านบาท อีวีน่าจะหลักพันล้านบาท”
ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย “กัมพล” กล่าวว่า ปีนี้น่าจะทรงตัวเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ธนาคารจะเน้นมากขึ้น จะเป็นบ้านมือ 2 สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่คนต้องการบ้านที่อยู่ในเมืองมากขึ้น เพื่อให้ใกล้ที่ทำงาน หรือต้องการแยกมาอยู่เอง โดยจะเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อส่วนนี้มากขึ้น และในเดือน เม.ย.นี้ ธนาคารจะเปิด “KKPPropify” เว็บไซต์การหาข้อมูลบ้านมือสองในพื้นที่ที่ต้องการได้ละเอียดมากขึ้น รวมถึงสามารถคำนวณราคาประเมินสูงและต่ำที่ลูกค้าต้องการ วงเงินสินเชื่อที่จะได้รับ เป็นการแก้จุด Pain Point ของลูกค้าที่ต้องการหาบ้าน และสามารถขอวงเงินกับธนาคารโดยรู้ผล Preapprove ได้
ทั้งนี้ ธนาคารจะร่วมมือกับพันธมิตรโบรกเกอร์บ้านมือ 2 ให้บริการ “KKPPropify” ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีบ้านมือ 2 ในเขตพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล ประมาณ 3,000-4,000 หลัง โดยลูกค้าสามารถเข้ามาหาได้ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งธนาคารตั้งเป้าจะเพิ่มยอดส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) บ้านมือ 2 จากเดิมต่ำกว่า 1% เพิ่มเป็น 5% จากพอร์ตสินเชื่อบ้านปัจจุบันอยู่ที่ 5-5.5 หมื่นล้านบาท
“คุณภาพพอร์ตสินเชื่อรายย่อยเราดีขึ้น กำไรที่ดีขึ้นมาจากพอร์ตที่มีคุณภาพดีขึ้น ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า สินเชื่อที่ Flat ทำให้คุณภาพพอร์ตเราไม่ได้แย่ลง แต่ธุรกิจต้องมี 4 ขา คือ สังคม ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงาน เพราะแบงก์เองก็อยากเติบโตสินเชื่อ 10% แต่เราปล่อยไม่ได้ เราต้องบาลานซ์ไม่ให้กระทบ 4 ขา ซึ่งปีนี้การรักษาพอร์ตเท่าเดิมถือว่ายากและท้าทาย” ซีอีโอ KKP กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: KKP ชูธงธุรกิจปี’69 รุกปั๊มรายได้ ‘Wealth-อีวี-บ้านมือสอง’