คอลัมน์ : แบงก์ชาติ ชวนคุย
ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษก ธปท.
ศิริพร ศิริปัญญวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธปท.สำนักงานภาคเหนือ
ฉบับที่แล้วดิฉันได้เล่าถึงอาการป่วยของเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความสามารถทางการผลิตของประเทศที่ลดลง คนส่วนมากมีรายได้และภูมิคุ้มกันทางการเงินที่เปราะบาง ขณะที่ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งฉุดรั้งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ
หากเราอยากให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ดีอีกครั้ง การฝากความหวังไว้กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นคงไม่เพียงพอ แต่เราต้องพยายาม “ยกเครื่อง” หรือ “Reinvent” ประเทศไทยด้วยการสร้างกลไกความร่วมมือรูปแบบใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทาย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และรักษาเศรษฐกิจไทยให้หายจากอาการป่วย
เลิกแก้ปัญหาแบบเดิม-เพิ่มประสานความร่วมมือ ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างยังทำได้ค่อนข้างช้า สาเหตุอาจไม่ใช่เพราะเราขาดนโยบายที่ดี แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทำงานของแต่ละภาคส่วนยังไม่ได้บูรณาการร่วมกันมากเท่าที่ควร แม้มีเป้าหมายเดียวกัน คือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่การมองปัญหาจากคนละมุม ทำให้แนวทางการแก้ไข การเลือกโฟกัส และการผลักดันอาจยังไม่ไปในทิศทางเดียวกันเสียทีเดียว
โครงการ Reinvent Thailand ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะออกแบบให้สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยพยายามปรับจูนแนวทางการทำงานและมีกลไกความร่วมมือที่ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันแบบ End-to-End โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน
ขณะที่ภาครัฐปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการปรับตัว และมีภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกระบวนการทำงาน 3 ข้อคือ (1) เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนช่วยกันชี้เป้าปัญหาและเสนอทางออกที่ทำได้จริง โดยใช้ข้อมูลมาเป็นเข็มทิศ และกำหนดเป้าหมายร่วมกับภาครัฐ (2) ทุกโครงการต้องมีเจ้าภาพชัดเจน รวมถึงสร้างแรงจูงใจบนหลักการ “ทำดี ได้ดี” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และ (3) วัดผลได้จริง รวมทั้งเปิดเผยผลลัพธ์ให้ประชาชนได้รู้ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรที่ใส่ลงไปนั้นถูกนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศจริง ๆ
โฟกัสจุดแข็ง-เพิ่มแต้มต่อ นอกจากบูรณาการการทำงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว เราจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญในการปรับตัวภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด คำถามสำคัญคือ เราจะเริ่มที่ตรงไหนก่อน ?
ภาคเอกชนที่เข้าใจและรู้จักโลกของธุรกิจเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาด้วยตนเอง จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยคัดเลือกและจัดลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรม ซึ่งในช่วงแรกนี้ภาคเอกชนเลือกที่จะโฟกัสอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ คาดว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อไปยังเศรษฐกิจได้เป็นวงกว้าง อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ ได้แก่ การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ค้าปลีกค้าส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก และมีศักยภาพสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
เพิ่มพลังหัวขบวน เสริมแรงส่งห่วงโซ่อุปทาน เมื่อได้อุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว หน้าที่ของภาครัฐก็คือ การสนับสนุนให้หัวขบวนเหล่านี้มีพลังเพียงพอที่จะสร้างแรงส่งให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตไปด้วยกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ผ่านมาเราเน้นเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว หากต้องการปรับไปเป็นนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายต่อคนสูงขึ้นและยั่งยืนมากขึ้น ก็จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์โดยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก ซึ่งอุตสาหกรรมนี้มีห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องสูง ไม่เพียงแค่ธุรกิจโรงแรมหรือสายการบินที่จะเติบโต แต่หัวขบวนนี้จะดึงเอาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารออร์แกนิก สมุนไพรไทย บริการการแพทย์แผนใหม่ ไปจนถึงสตาร์ตอัพที่พัฒนาแอปพลิเคชั่นสุขภาพให้เติบโตไปด้วยกันทั้งระบบ
หากมองไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่กำลังเข้าสู่ภาวะ “Aging Industry” จากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรง ตลอดจนกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง หากปรับไปผลิตชิ้นส่วนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามเทรนด์โลก และใช้วัตถุดิบในประเทศทดแทนการนำเข้าได้มากขึ้น อุตสาหกรรมนี้จะรักษาความสามารถในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งในอาเซียน และยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า หัวขบวนนี้จะเป็นแรงส่งผลให้เพิ่มการจ้างงานในภาคการผลิตและบริการที่เกี่ยวข้องได้จำนวนมาก
การปรับเปลี่ยนที่เล่ามานี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจากภาคการเงินที่ต้อง “เติมให้ถูกจุด” และแบงก์ชาติได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินเริ่มดำเนินการผ่านโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” ซึ่งไม่ใช่การปล่อยกู้ทั่วไป แต่เน้นให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อให้ SMEs ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยมีแต้มต่อเพียงพอและพร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน
ไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่ต้องทำเดี๋ยวนี้ สุดท้ายนี้ เราต้องไม่ลืมว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องระยะยาวที่รอได้ และเราไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น ยิ่งเริ่มช้า ต้นทุนความเหลื่อมล้ำและผลิตภาพที่ถดถอยจะยิ่งพอกพูนจนยากต่อการเยียวยา
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานอาจดูเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข แต่จะถูกปลดล็อกได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โฟกัสการใช้ทรัพยากรให้ถูกจุด และลงมือทำผ่านอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยมีภาคการเงินคอยสนับสนุน การรักษาอาการโรคทางเศรษฐกิจนี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจที่ต้องร่วมกันทำเดี๋ยวนี้ เพื่อเปลี่ยนจากประเทศไทยที่กำลังป่วย ให้กลับไปแข็งแรง และพร้อมเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
โอกาสต่อไปดิฉันจะมาชวนคุยเรื่องอะไร ต้องติดตามนะคะ แล้วพบกันค่ะ
อ่านข่าวต้นฉบับ: Reinvent Thailand ‘ปรับ’ เพื่อรอด ‘สร้าง’ เพื่ออนาคต