อภิสิทธิ์ยังไม่ปิดประตูร่วม รบ. พร้อมรับสาย ภท. ลั่นไม่มอบตัวเด็ดขาด ยันไม่ดิ้นรนทำหน้าที่ได้ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล ประเมินสมการตั้งรัฐบาล กธ.เป็นตัวแปรสำคัญคานเสียง พท. แนะรัฐบาลหากย่ามใจเพราะมีอำนาจเยอะอาจเป็นจุดพลิกผันไปสู่จุดจบได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ เกี่ยวกับประเด็นความชัดเจนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาว่า ไม่ประกาศเช่นนั้น เพราะโดยระบบของพรรคเป็นอำนาจกรรมการบริหาร (กก.บห.) และ สส.
ทั้งนี้ ได้คุยเบื้องต้นว่าจะอยู่เฉย ๆ ไม่รอรับสายโทรศัพท์ แต่หากโทรศัพท์มาพร้อมรับไม่ปิดเครื่อง ทั้งนี้ พรรคไม่มีมอบตัวก่อนเด็ดขาด หากได้เข้าไปคุยแสดงว่าเขามาตาม และการไปฟังไม่ใช่ฟังเฉย ๆ เพราะต้องรักษาคำพูดกับประชาชนต่อเงื่อนไขร่วมรัฐบาล ที่ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่มีการสร้างความแตกแยก
เมื่อถามถึงกรณีผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทยเรียกว่าครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไปถึงประเด็นนั้น แต่ต้องพูดให้ชัดว่าการบริหารราชการแผ่นดินต้องไม่ถูกแทรกแซง ไม่ครอบงำ ทั้งนี้ ตนไม่สามารถพูดล่วงหน้าได้ แต่เรื่องทุนเทามีข้อมูลอยู่ ขณะเดียวกัน หากจะไปร่วมต้องตอบโจทย์ว่านโยบายเรื่องใดที่มั่นใจได้ว่าทำสำเร็จ
“ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขนาดเล็กที่มีจุดยืน ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะดูหักหาญกันไปหน่อย เนื่องจากไม่มีปัญหากันขนาดนั้น”
เมื่อถามว่ามองการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยถือว่าได้เสียงข้างมากที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะนี้แม้ว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็สามารถมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 210 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงต่างกันมาก
ดังนั้น หากวิเคราะห์ว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมมีเหตุผลอะไร มองว่าเพื่อป้องกันพรรคเพื่อไทยตีรวน หรือถอนตัว ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากเสียงที่พรรคกล้าธรรมมี 58 เสียงจะมีน้ำหนักมากกว่า หากเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียง
“พรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง หากดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าไปยังลำบาก แต่หากเป็นพรรคกล้าธรรม 58 เสียง สามารถหักลบกับเพื่อไทยได้เกินครึ่ง หากมีปัญหาจริงพรรคภูมิใจไทยไม่สะเทือน และผมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะไม่มีพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะเดียวกัน แม้จะอยู่นิ่ง ๆ ยังมีอำนาจต่อรองสูงสุด” นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้แกนนำพรรคกล้าธรรมโต้พรรคประชาธิปัตย์หลังประกาศไม่จับมือ และตอบกลับให้คอยดูเถอะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เป็นปัญหาอะไร ผมก็ตอบว่าให้คอยดูเถอะเช่นกัน เพราะพรรคที่ได้ สส. 58 เสียงทำไมไม่มีใครรุมจีบ”
เมื่อถามถึงการแสดงจุดยืนตอนเลือกตั้งว่าจะเป็นพรรคที่มากำหนดเกม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ ด้วยเสียง สส.ที่มี 22 คน แต่เมื่อประชาชนให้มาเท่านี้ก็พร้อมจะทำหน้าที่ต่อ ทั้งการตรวจสอบทุนเทา ต่อต้านนโยบายที่สร้างความแตกแยก และงานแรกที่จะทำคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม โดยกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย หรือกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญให้กลไกตรวจสอบเมื่อพบว่าผิดจริง ก็ต้องถูกยื่นตรวจสอบ
“ถ้าสมมติว่าจะมาชวนร่วมรัฐบาล และมีคนที่จะถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ร่วม พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพลังทางการเมืองที่จะตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมือง”
เมื่อถามว่าประเมินทิศทางการเมืองหลังจากนี้เป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเรียบร้อย หรือต่อให้ไม่เรียบร้อย เพราะคาดการณ์กันว่าอาจต้องลงคะแนนใหม่ เชื่อว่าจะไม่มีผลที่ทำให้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลในเชิงตัวเลขได้ และจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในเชิงตัวเลข มีโอกาสทำงานผลักดันนโยบายได้ หากถามว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ ตนมองว่าถ้าไม่ทำอะไรให้เกิดปัญหา ไม่ทำอะไรไม่ถูกต้อง หรือทำอะไรที่สะดุดขาตัวเอง ก็สามารถอยู่ได้
เมื่อถามย้ำว่ามีการวิเคราะห์ว่ารัฐบาลจะอยู่รอดปลอดภัยจากการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนั้นจะทำให้เกิดการสะสมของความรู้สึกที่ไม่ดี ตนไม่ติดใจที่รัฐบาลจะมีเสียงเกิน 300 เสียง แต่หากพูดถึงความเบ็ดเสร็จในอำนาจที่ครอบคลุมถึง สว. องค์กรอิสระ และศาล ถือเป็นอันตราย เพราะอาจถูกมองว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต
“ต่อให้ไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่ฝ่ายอนุรักษ์หรือฝ่ายไหน อย่าประมาท หากย่ามใจเพราะมีอำนาจเยอะ ในที่สุดอาจเป็นจุดพลิกผัน และนำไปสู่จุดจบได้”
อ่านข่าวต้นฉบับ: อภิสิทธิ์ พร้อมคุยดีลตั้ง รบ. ลั่นไม่ดิ้นรนเป็นได้ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล