บล.บัวหลวง ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 เผชิญแรงกดดันจากการค้าโลก การเมือง และฐานะการคลัง ทำให้การเติบโตชะลอลง คาดโต 1.8% ลุ้นฟื้นตัวครึ่งปีหลัง มีโอกาสที่ภาคการผลิตโลกจะเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังได้แรงหนุนจาก Fund Flow แต่ Valuation เริ่มตึงตัว มีโอกาสปรับฐานในระยะสั้น ก่อนเปิดจังหวะสะสมหุ้น S-Curve และหุ้นปันผล ตั้งเป้า SET Index ปีนี้ที่ 1,500 จุด
นางสาววัชราภรณ์ กันทะพะเยา ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง สายงานวิจัย (นักเศรษฐศาสตร์) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดขยายตัว 1.8% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาด 2.4% จากแรงกดดันช่วงครึ่งปีแรก ทั้งผลกระทบมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง และข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง
ครึ่งปีแรก 2569 การส่งออกมีแนวโน้มหดตัวตามการค้าโลก ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐอาจชะลอลง 30-40% ในช่วงรอยต่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจอ่อนแรง ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงกดดันกำลังซื้อ ภาพครึ่งปีหลังคาดทยอยฟื้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินราว 40,000 ล้านบาท เช่น คนละครึ่งพลัส เฟส 2 และ Easy e-Receipt ช่วยเพิ่ม GDP ราว 0.1-0.2% รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายหลังตั้งรัฐบาลและการฟื้นตัววัฏจักรอุตสาหกรรมโลก
ด้านการคลัง หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.1% ต่อ GDP ใกล้เพดาน 70% ขาดดุลงบประมาณราว 4.5% ต่อ GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิด รายได้รัฐต่อ GDP ลดเหลือราว 15% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศตลาดเกิดใหม่ สะท้อนพื้นที่การคลังจำกัด ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ปี 2578 คาดผู้สูงอายุราว 20 ล้านคน หรือ 31.6% ของประชากร เพิ่มภาระงบประมาณระยะยาว รัฐจึงจำเป็นต้องหาแหล่งรายได้ใหม่และปรับโครงสร้างภาษี ควบคู่ปฏิรูปโครงสร้างรายได้-รายจ่าย เนื่องจากรายจ่ายประจำมีสัดส่วนสูงราว 90% ของรายได้ และกว่า 70% ของงบรวม โดยเฉพาะสวัสดิการผู้สูงอายุที่ปัจจุบันคิดเป็นราว 20% ของงบทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ
แม้การเติบโตปีนี้ชะลอ แต่ยังมีแรงพยุงจากท่องเที่ยวและการลงทุนเอกชน โดยเฉพาะ FDI ในส่วนของด้านการส่งออก แม้ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐ 19% เต็มปี แต่มีสัญญาณอาจปรับเป็นอัตราเดียวกันทั่วโลกราว 15% ช่วยลดแรงกดดันการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอื่น อย่างไรก็ดี สหรัฐยังอาจใช้มาตรการการค้าอื่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
“ไทยยังมีโอกาสขยายตลาดใหม่ผ่านการเจรจาการค้า ลดการพึ่งพาตลาดเดียว อีกแรงขับเคลื่อนคือ FDI ในดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งจะทยอยไหลเข้าใน 1-3 ปีหลังอนุมัติ ด้านท่องเที่ยว ปีนี้คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34 ล้านคน แม้นักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด แต่มีสัญญาณฟื้น หากเศรษฐกิจจีนดีขึ้นจะหนุนท่องเที่ยวไทยต่อเนื่อง” นางสาววัชราภรณ์กล่าว
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปีให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีและแตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ซึ่งเกิดจากการที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนในหุ้น Growth มากเกินไปในช่วง 1-2 ปีก่อน ทำให้ Valuation แพง ส่งผลให้เกิดการปรับพอร์ตกลับมาหาหุ้น Value โดยหุ้นไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ Valuation ถูกที่สุดในรอบ 6-10 ปี รวมถึงให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง ซึ่งบางส่วนสูงถึง 30%
ประกอบกับความคืบหน้าทางการเมืองและความชัดเจนหลังการเลือกตั้ง ทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เดือนกุมภาพันธ์เงินทุนต่างชาติคิดเป็น 6.8% ของมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยทั้งเดือน จากปกติราว 2% และมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท สวนทางกับปีก่อนที่ขายสุทธิราว 1 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าที่รวดเร็วทำให้ตลาดตึงตัว
ภาวะ Overbought เพิ่มขึ้นเร็ว จากก่อนเลือกตั้งราว 4% ของหุ้นทั้งหมด เป็นประมาณ 33% หลังเลือกตั้ง สะท้อนการปรับขึ้นแรงในเวลาสั้น ขณะเดียวกัน Valuation ของตลาดหุ้นไทยโดยรวมกลับมาเทรดใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยค่า P/E อยู่ราว 16.3-16.7 เท่า และ Earnings Yield อยู่ใกล้ระดับเฉลี่ยที่ประมาณ 4% จากเดิมในปีที่แล้วซึ่งอยู่ใกล้ 5%
นายพิริยพลกล่าวว่า พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้ คือ เข้ามาซื้อเมื่อราคาต่ำ ไล่ราคาจน Valuation ขึ้นมาแตะระดับเหมาะสม ก่อนจะเริ่มพิจารณาปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น หากดัชนีจะปรับขึ้นต่อจากระดับค่าเฉลี่ย นักลงทุนจะไม่เข้าซื้อแบบกวาดเหมือนช่วงแรก แต่จะเลือกลงทุนมากขึ้น ทำให้ตลาดต้องมีความชัดเจนด้านปัจจัยเสี่ยง
สำหรับแนวโน้มดัชนี SET คาดทรงตัวบริเวณ 1,500 จุด และมีโอกาสขึ้นสู่ 1,570-1,600 จุด โดยต้องติดตามความเสี่ยง 3 ด้าน ได้แก่ สงครามการค้าที่อาจเพิ่มความผันผวน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งในอดีตทำให้ SET ปรับฐานเฉลี่ย 4-5% (กลุ่มได้ประโยชน์คือพลังงานต้นน้ำ โรงพยาบาล และ ICT) และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศซึ่งต่างชาติให้ความสำคัญมากขึ้นเมื่อ Valuation ไม่ถูกเหมือนเดิม ระยะสั้นมีโอกาสปรับฐานสู่ 1,400-1,450 จุด มองเป็น Healthy Correction และเป็นจังหวะทยอยสะสม
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้อาศัยจังหวะตลาดปรับฐานเข้าลงทุนในกลุ่มที่เป็น S-Curve ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า ผู้ผลิตระบบส่งไฟฟ้า และกลุ่ม ICT ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หลังจากดัชนีปรับขึ้นมาแตะระดับเหมาะสม นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะกำไรและเงินปันผล เนื่องจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีขนาดจำกัด ทำให้หุ้นที่สามารถเติบโตจากกำไรจริงโดยไม่ต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นมากนักจะมีความได้เปรียบ พร้อมกันนี้ หุ้นปันผลยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจตลอดทั้งปี โดยจากสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทยกว่า 70% มาจากเงินปันผล โดยเฉพาะในช่วงที่กำไรบริษัทไม่ได้เติบโตมาก
“สำหรับครึ่งแรกของปี ตลาดอาจได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี มองว่ามีโอกาสที่ภาคการผลิตโลกจะเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้กลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งอ่อนตัวแรงในปีก่อน มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้ในปีนี้” นายพิริยพลกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: บัวหลวง ชี้เศรษฐกิจไทยปี’69 กดดันครึ่งปีแรก ลุ้นฟื้นครึ่งหลัง หุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานระยะสั้น