‘ดร.กอบศักดิ์’ แบงก์กรุงเทพ มองเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.5-2% ไปอีก 3-4 ปี เปรียบเหมือน ”คนแก่ขาดพลัง“ หลังป่วยเทคโนโลยีตกยุค-อุตสาหกรรมเก่า หวังการลงทุน FDI หนุนจีดีพีไทยกลับมาโต 3-4% พร้อมเตือนโลกเข้าสงครามการค้ารอบสอง แนะไทยยืนข้อตกลงเดิม-ลดพึ่งตลาดสหรัฐฯ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในงาน “POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026“ ในหัวข้อ ”The Great Reset: ผ่าทางตันหนี้ครัวเรือนไทย วางรากฐานการเงินใหม่” ว่า ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปแล้วและจะไม่กลับไปสู่สภาพปกติแบบเดิมอีก เปรียบเสมือนพายุที่พัดเข้าหาชีวิตเราอย่างกะทันหัน แม้บางช่วงจะดูสงบแต่ความจริงแล้วเรากำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” (New Phase) ที่มีความยากลำบากและท้าทายกว่าเดิมมาก จากความผันผวนของโลก จากสงครามการค้าสู่ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ จากความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในตลาดทุน
โดยเฉพาะความผันผวนจากสงครามการค้าสู่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่มาจากนโยบายทรัมป์ สะท้อนว่าทุกอย่างไม่มีทางที่จะกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม เพราะขณะนี้ทุกคนเริ่มเห็นตรงกันแล้วว่าผลพวงจากการกระทำของมหาอำนาจจะคงอยู่กับเราไปอีกนาน โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความแตกแยกและการรวมกลุ่มใหม่
ทั้งนี้ หากหันมาดูเศรษฐกิจไทย อาการเหมือน “คนแก่” ที่ขาดพลัง เนื่องจากต้องยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในระดับต่ำไปอีก 3-4 ปี โดยคาดการณ์ไว้ที่ 1.5-2.0% ต่อปีเท่านั้น สาเหตุที่ไทยไม่สามารถเติบโตได้เหมือนเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือฟิลิปปินส์ ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจไม่พอ แต่เป็นเพราะเราป่วยเป็นโรคแก่ เทคโนโลยีที่เราใช้อยู่เดิมนั้นตกยุคไปแล้ว ดังนั้น การใช้มาตรการระยะสั้นๆ อาจช่วยได้เพียงชั่วคราวแต่ไม่ใช่การรักษาที่ถาวร
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ 3-4% ภายในปี 2572 ได้ไม่ยาก ภายใต้อานิสงส์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่อยู่ 2 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันพบว่าไทยได้อานิสงส์น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเวียดนามถึง 3 เท่า หรือ อินโดนีเชียและมาเลเซีย ซึ่งเศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ใช่อันดับที่ 2 แต่จะมาอยู่ในอันดับ 6 แม้ว่าไทยจะโตดีขึ้น แต่อันดับไทยเปลี่ยนไป
นอกจากนี้ ปัญหาที่ลึกซึ้งของไทย คือ เครื่องยนต์หลักที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจกำลังดับลง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป, อิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่าอย่างฮาร์ดดิสก์ หรือดีวีดี, โรงงานเหล็ก ไปจนถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น
ขณะที่ด้านตลาดเงิน หากเจาะลึกไปถึงสินเชื่อ พบว่าในอดีตสินเชื่อของระบบธนาคารไม่เคยมีปีไหนที่ติดลบต่อเนื่อง หากไม่เกินภาวะวิกฤติ ซึ่งเหล่านี้เป็นภาพที่น่าห่วง เช่นเดียวกับปัญหาหนี้เสียและกลุ่มหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (SM) กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอี โดยสาเหตุที่ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเป็นเพราะในสภาวะปัจจุบัน ดันนั้น หากปล่อยสินเชื่อพลาดเพียงครั้งเดียวอาจต้องใช้เวลาถึง 30 ปีหรือต้องปล่อยสินเชื่อที่ดีอีก 30 รายถึงจะชดเชยความเสียหายได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจไทยยังโตเพียง 2% ธนาคารก็จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะขาด “ลมใต้ปีก” ที่จะช่วยพยุงลูกหนี้ให้รอดพ้นจากปัญหาได้
“ที่ต้องจับตาในช่วง 4 ปี พบปีแรกปัญหามาจากปัญหาการค้าอย่างเดียว ปีที่สองจะเริ่มมีการค้าบวกกับสงครามขนาดเล็กในพื้นที่ต่างๆ ปีที่สามราคาสินค้าจะพุ่งสูงขึ้น และปีที่สี่คือจุดที่ต้องจับตาว่าจีนกับอเมริกาจะเผชิญหน้ากันโดยตรงหรือไม่ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจโลกดูเหมือนจะยังเดินหน้าไปได้ เช่น สหรัฐฯที่ยังเติบโตได้ 2.1-2.4% และการส่งออกที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือความสงบก่อนพายุครั้งใหญ่”
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นสงครามการค้าโลกยกที่สอง ต่อเนื่องจากความตึงเครียดในปี 2568 แม้หลายฝ่ายกังวลว่า Trump Tariffs จะกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่เลวร้ายเท่าที่คาด ตลาดทุนไม่ได้ทรุดตัว เศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง และทิศทางดอกเบี้ยโลกยังมีโอกาสปรับลดลงต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งยังไม่ยุติ มีแนวโน้มลุกลามไปสู่ทั้งสงครามการค้าและสงครามการเงิน โดยจีนลดการถือครองเงินดอลลาร์ลงกว่าครึ่ง และเพิ่มการสะสมทองคำในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการจัดระเบียบระบบการเงินโลกใหม่ ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลก
กรณีที่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำเตือนไปยังประเทศคู่ค้าทั่วโลก หลังเริ่มมีบางประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและอินเดีย แสดงท่าทีชะลอการเจรจาหรือขอทบทวนข้อตกลงการค้าใหม่ โดยมองว่าสาเหตุสำคัญมาจากคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐที่อาจส่งผลต่อความชอบธรรมและความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจา ทำให้หลายประเทศเริ่มลังเลต่อการเดินหน้าตามข้อตกลงเดิม
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาประกาศเตือนอย่างชัดเจนว่า ทุกประเทศควรปฏิบัติตามสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ หากมีการบิดพริ้วหรือพยายามชะลอ สหรัฐพร้อมจะตอบโต้ด้วยการปรับขึ้นอัตราภาษีให้สูงกว่าที่เคยเจรจาไว้เดิม โดยคาดว่าจะมีการนำกฎหมายการค้าหลายฉบับกลับมาใช้อย่างเข้มข้น อาทิ มาตรา 122 มาตรา 301 และมาตรา 232 เพื่อเปิดทางให้สหรัฐสามารถจัดเก็บภาษีในระดับที่สูงขึ้น
นายกอบศักดิ์ มองว่า สำหรับประเทศไทย ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันคือการยืนหยัดตามข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 เนื่องจากการขอปรับเงื่อนไขใหม่ในช่วงที่ผู้นำสหรัฐมีท่าทีแข็งกร้าว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกกดดันด้านภาษี โดยปัจจุบันสหรัฐฯ ตั้งอัตราภาษีพื้นฐานหรือ Base Rate ไว้ที่ 15% ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศที่เคยเสียภาษีเพียง 10% อย่างสิงคโปร์ และอังกฤษ แต่สำหรับไทย อัตรา 15% เมื่อเทียบกับระดับ 19% ที่เคยเผชิญ ถือว่าแตกต่างกันไม่มากและยังอยู่ในระดับที่รับได้ การแสดงความจริงใจและยึดมั่นในคำมั่นสัญญาจะช่วยให้การเจรจาดำเนินไปอย่างราบรื่นมากกว่า
สำหรับสถานะรัฐบาลรักษาการไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาหรือก่อให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง เนื่องจากทีมงานและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังสามารถเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและวางแผนการเจรจาได้อย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลานี้จึงควรใช้เป็นโอกาสในการเตรียมตัว เพื่อให้เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารอย่างเต็มรูปแบบจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที โดยเฉพาะการเจรจากับตลาดศักยภาพสูงอย่างอินเดีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตกว่า 30% ในปีที่ผ่านมา รวมถึงตลาดยุโรปและอังกฤษ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเร่งปรับลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐ จากปัจจุบันราว 20% ให้เหลือประมาณ 10% และใช้จังหวะนี้ขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากนโยบายการค้าของสหรัฐมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนี้ยังเตือนให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือกับเงื่อนไขการเปิดตลาดที่เข้มข้นขึ้น โดยคาดว่าสหรัฐอาจกดดันให้เปิดตลาดสินค้าเกือบทั้งหมดถึง 99.9% จากเดิมที่คาดไว้ราว 90% ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง เนื้อหมู และเนื้อแดง ที่ต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“โลกรวมถึงไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว และจะยากขึ้นกว่าเดิม โลกจะอยู่ช่วงผันผวน ที่มีความไม่แน่นอนสูงประมาณ 3 ปี” นายกอบศักดิ์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ดร.กอบศักดิ์’ ชี้ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.5-2% อีก 3-4 ปี แนะยืนข้อตกเดิมกับสหรัฐฯ