การจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่สามารถนับหนึ่ง เพราะนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ชนะเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 ประกาศว่า “การตั้งรัฐบาล ต้องรอผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จาก กกต. และต้องให้ตัวเลขนิ่งเสียก่อน”
คำว่านิ่งของนายกรัฐมนตรีคือ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.จำนวน 95 % มากพอที่จะเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเห็นชอบนายกรัฐมนตรี เสียก่อน จากนั้นกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลผสม จึงจะเริ่มขึ้น
แม้ว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกฯ รวมแล้วทั้งสิ้น 291 เสียง ประกอบด้วย 74 เสียงของพรรคเพื่อไทย ประกอบร่างกับพรรคเล็ก พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง และพรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง
ไม่รวม-และไม่มีทีท่าจะว่ารวมกับ เสียงของพรรคกล้าธรรม อีก 58 เสียง
ทว่า การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังเต็มไปด้วยปัญหา
ปัญหาใหญ่และหนักที่สุด คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จะกลายเป็น “โมฆะ” หรือไม่ หลังจากมีการพิสูจน์จากผู้เชี่ยวชาญ-นักเฝ้ามองทางการเมือง และพรรคการเมือง พบว่า บัตรเลือกตั้ง ทั้งระบบ สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด บนบัตร ซึ่งสามารถสืบย้อนไปถึงต้นขั้วบัตรว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครได้ และอาจทำให้การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ อาจขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขณะเดียวกัน การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ก็ยังพบปัญหาเรื่องการนับคะแนน และลงคะแนนในหลายเขต จนทำให้ที่ประชุม กกต.ต้องสั่งนับคะแนน และลงคะแนนใหม่ ในหลายเขตเลือกตั้ง อีกทั้งนักวิชาการ พรรคการเมือง ตั้งข้อสังเกตปม “บัตรเขย่ง” จำนวน 3.2 แสนใบ
และประเด็นล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นในการ “ลงคะแนนใหม่” ใน 4 หน่วยเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ประกอบด้วย 1.อุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.ไชยวาน ต.โพนสูง หน่วยเลือกตั้งที่ 4 (เฉพาะแบบบัญชีรายชื่อ) 2.น่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง ต.ไชยสถาน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 (เฉพาะแบบแบ่งเขต) 3.กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว หน่วยเลือกตั้งที่ 9 (ทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และประชามติ) และ 4.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง ต.ท่าวังทอง หน่วยเลือกตั้งที่ 6 (ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ)
พบว่า กกต.ได้ใช้บัตรเลือกตั้งรูปแบบใหม่ ที่แม้ยังมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอยู่ แต่ไม่ปรากฏ “เลขต้นขั้ว” ด้านบนของบัตร หลังจากเกิดประเด็น “บัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ” หากนำตัวเลขต้นขั้วบัตรมาประกบกับบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด ก็จะทำให้รู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับใคร
ซึ่งทุกปมปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง มีผู้ยื่นคำร้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน 28 คำร้อง โดย 18 คำร้องจาก 28 คำร้อง ขอให้ผู้ตรวจฯส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ชี้ขาดการเลือกตั้งเป็นโมฆะ นอกจากนี้ การร้องไปยังศาลปกครองกลาง ให้ออกคำสั่งคุ้มครองไม่ให้ กกต.นับคะแนน และสั่งให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่อีกหลายคำร้อง
ดังนั้น ปลายทางของเรื่อง สามารถที่จะทำให้เกิดการเลือกตั้ง “โมฆะ” เพื่อเลือกตั้งใหม่หรือ “การลงคะแนนใหม่” อาจเกิดได้ 2 ทาง
ทางแรก ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด หลังจากก่อนหน้านี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ กกต. ทำหนังสือชี้แจงกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับภายใน 7 วัน ซึ่งครบกำหนด 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางที่สอง ให้ลงคะแนนใหม่ กรณีพบบัตรเขย่งจำนวนมาก ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 122 ระบุถึงกรณีพบ “บัตรเขย่ง” ในหน่วยเลือกตั้ง กกต.สามารถสั่งให้ “ลงคะแนนใหม่ได้”
“ในกรณีที่ผลการนับคะแนนปรากฏว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวน บัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง หากยังไม่ตรงกันอีกให้รายงานพร้อมเหตุผลต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น พร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทราบ และนำส่งหีบบัตรเลือกตั้งพร้อมวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง มอบหมาย”
ขณะที่แหล่งข่าวจาก กกต.ระบุว่า หากในกรณีที่พบบัตรเขย่งจำนวนไม่มาก และไม่มีผลต่อสาระสำคัญของผลเลือกตั้งในหน่วยนั้น กกต.ก็สามารถรับรองผลได้ แต่ในกรณีที่พบบัตรเขย่งจำนวนมาก “กกต.สามารถสั่งให้ลงคะแนนใหม่เฉพาะในหน่วยเลือกตั้งนั้นได้”
“สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ข้อสังเกตว่า การลงคะแนนใหม่ทั้งประเทศเป็นอำนาจของ กกต. แต่ผลของมันก็ไม่ต่างกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มีค่าเท่ากัน แต่เหตุผลที่คนลงคะแนนใหม่ทั้งประเทศ แสดงว่า กกต.ทำหน้าที่บกพร่อง ควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้หรือไม่ เช่น จัดการเลือกตั้งเสร็จจะขอลาออกยกชุด ไม่ใช่ว่าทำของเสียแล้วใช้เงินประชาชนมาจัดการเลือกตั้งใหม่โดยที่ไม่รับผิดชอบอะไรเลย มองว่าไม่ถูกต้อง
“กกต.สามารถสั่งลงคะแนนใหม่ทั้งประเทศได้ แต่ก็จะเกิดเสียงอื้ออึง ไม่เป็นเหตุเป็นผลที่ประชาชนจะรับได้” สมชัยกล่าว
นายสมชัยกล่าวว่า กรณีเลวร้ายสุด จำกัดความเสียหายอยู่ที่เลือกตั้งใหม่ โมฆะเฉพาะบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) เพราะพิสูจน์ได้ว่า บัตรเลือกตั้งที่มีต้นขั้วและบาร์โค้ดที่ตรวจสอบย้อนกลับหาผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ และ กกต.ยังเปลี่ยนรูปแบบบัตรเลือกตั้งตอนลงคะแนนใหม่ เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ สะท้อนว่าบัตรเลือกตั้งแบบที่ใช้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีปัญหา แต่สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ (บัตรสีเขียว) ที่เป็นคิวอาร์โค้ดสืบย้อนไปที่ตัวเล่มบัตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เสียหาย
ส่วนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการลงคะแนนใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ก็ผิดระเบียบ กกต. เพราะไม่มีตัวเลขที่ต้นขั้วบัตร แม้ตอนแรกจะคิดว่า กกต.อาจใช้หมึกที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่ตอนนี้คิดว่า กกต.ไม่ได้ใส่ตัวเลขอะไรไว้เลย จึงเท่ากับว่า กกต.ทำผิดระเบียบของตัวเอง เรื่องนี้ กกต.ไม่มีความรอบคอบจนทำให้เกิดปัญหาอีนุงตุงนัง
“ดังนั้น กรณีเลวร้ายที่สุด คือ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งว่าการเลือกตั้งมีความเสียหายเฉพาะส่วน และให้เลือกตั้งใหม่เฉพาะบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และจะต้องทำลายบัตรเลือกตั้งเก่าทิ้งทั้งหมด ถ้ามีเลือกตั้งใหม่เฉพาะ สส.เขต ใช้งบฯ 4 พันล้านบาท และ กกต.ต้องรับผิดชอบด้วย”
ด้าน “สฤณี อาชวานันทกุล” ซึ่งเกาะติดปัญหาการจัดการเลือกตั้ง ชี้ให้เห็นถึง “ความผิดปกติ” ทั้งหลายในกรณีบัตรเขย่ง-ข้อคิดในการตรวจสอบข้อมูล 100% เทียบกับ 94% ไว้ 6 ข้อ
1.ตัวเลขอะไรก็ตามตอนนับ 100% น้อยกว่าตัวเลข 94% (เช่น จำนวนบัตรไม่เลือกผู้ใด, จำนวนบัตรเสีย ฯลฯ)
2.จำนวนผู้มาใช้สิทธิรวมของแต่ละเขต นับ 100% สูงกว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 94% อย่างผิดปกติ (ในไฟล์ Excel ด้านบน ชีต Poll-stations มีรายชื่อหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วยทั่วประเทศในการเลือกตั้ง 2569 รวมถึงจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหน่วย) –> “ผิดปกติ” เช่น ผลต่างระหว่าง จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 100% กับผู้มาใช้สิทธิ 94% สูงกว่า 6% มาก
3.จำนวนบัตรเสีย 100% สูงกว่าหรือต่ำกว่าจำนวนบัตรเสีย 94% อย่างมีนัยสำคัญ
4 คะแนนของผู้ชนะ 100% สูงกว่าหรือต่ำกว่าคะแนน 94% อย่างมีนัยสำคัญ
5.จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร ของแต่ละเขต (ไม่รวมอยู่ในข้อมูล 94%) น้อยกว่าผู้ประสงค์ลงทะเบียนมาก (มีตัวเลขรายหน่วยในชีต Poll-stations)
6.เขตที่มีการเปลี่ยนตัวผู้ชนะเลือกตั้ง ทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ (ถ้ามี) (ผู้ชนะตอน 100% เป็นคนละคนกับตอน 94%)
สุดท้าย ปลายทางของการตรวจสอบทั้งหมดนี้ ควรอธิบายได้ว่า เขตที่เคยเขย่ง โดยเฉพาะที่ > 1,000 ใบ (ไม่ว่า เขียว > ชมพู หรือ ชมพู < เขียว) ตอน 94% มันกลับมาไม่เขย่งตอน 100% ได้อย่างไร
ล่าสุดวันที่ 24 ก.พ. 69 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้รับคำฟ้องกรณี ร.อ.ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความ เดินทางมายื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก และเลขาฯ กกต. รวม 8 คน ในฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 มาตรา 69, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 มีเจตนาทุจริตร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว ใส่คิวอาร์โค้ดด้านล่างซ้ายของบัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู ใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง
โดยมีเจตนาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง อันแสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริต ทั้งยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จำเป็นด้วย ทำให้โจทก์รวมถึงประชาชนชาวไทยทั่วประเทศที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าวไม่เป็นความลับ ทั้งนี้ ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในวันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลา 09.30 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โทษความผิดทางอาญาสำหรับ กกต.ที่กระทําการหรือละเว้นการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่นั้น นอกจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แล้ว ยังมีโทษทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 69 กรรมการ กกต. เลขาธิการ ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง กรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พนักงาน และลูกจ้างของสํานักงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้ใดกระทําการหรือละเว้นการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี และถ้าได้กระทําโดยทุจริตต้องระวางโทษเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย
นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ยังเปิดช่องให้มีการยื่นฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการไต่สวน และส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อีกทางหนึ่งด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับ: ล็อก 291 เสียงโหวตนายกฯ จับพิรุธ กกต. ลุ้นลงคะแนนใหม่