เมื่อไม่กี่วันก่อน Bitdeer หนึ่งในเหมืองบิตคอยน์ที่มีอัตรารายได้ต่อการขุดสูงที่สุดในโลกออกมาประกาศว่า ได้ขาย BTC ออกไปเกลี้ยงพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่ไม่นอนของเศรษฐกิจโลก หลังศาลสหรัฐพิจารณาว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีต่างตอบโต้
ประกอบกับปัจจัยลบอื่น ๆ ที่รุมเร้าบิตคอยน์อยู่ก่อนแล้ว ทั้งวัฏจักรขาลงที่มาถึงในรอบ 4 ปี ทั้งสภาพคล่องของโลกที่เหือดแห้งไป ทำให้เงินไหลออกกอง Bitcoin ETF กว่า 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 5 สัปดาห์ติดเป็นการไหลออกยาวนานและต่อเนื่องที่สุดในรอบปี
ปัจจัยเหล่านี้กดดันราคา Bitcoin ร่วงกว่า 50% จากจุดสูงสุดที่ 126,000 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันหายใจรวยรินที่ 64,000-65,000 เหรียญสหรัฐ เสี่ยงหลุด 60,000 เหรียญ
ราคาที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องของ Bitcoin ไปกระทบกับต้นทุน-รายได้จากเหมืองขุดโดยตรง
โครงสร้าง Bitcoin กำลังเปลี่ยน
ดูเหมือนว่าความเคลื่อนไหวของบริษัทเหมืองใหญ่อย่าง Bitdeer เป็นจุดที่ทำให้ตลาดกำลังจับตาว่านี่อาจเป็นรอยร้าวแรกที่กำลังทำให้รากฐานของบิตคอยน์สั่นคลอนและล้มลงได้
Bitdeer รายงานว่าบริษัทไม่มี Bitcoin คงเหลือในคลังแล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาขุดได้ 189.8 BTC และสำรองเดิม 943.1 BTC ขายเทกระจาดไม่เหลือ
โดยทั่วไปเหมืองขุดจะแบ่งขายเพื่อเป็นต้นทุนค่าไฟและอุปกรณ์ และเก็บส่วนที่เหลือไว้เก็งกำไรจากการปรับขึ้นของราคา แต่จากปัจจัยกดดันทั้งหมดข้างต้นสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ “โครงสร้างของบิตคอยน์” กำลังเปลี่ยน
ในปีหน้า 2027-2028 (Bitcoin Halving ครั้งต่อไป) จำนวน BTC จะเหลือให้ขุดราว 1 ล้าน BTC เท่านั้น และอัตราการขุดสำเร็จจะยากมากขึ้นไปอีก เมื่อราคามีแนวโน้มร่วงลงในวัฏจักรขาลง และปัจจัยเศรษฐกิจโลกไม่มีทีท่าว่าจะลดดอกเบี้ยหรือเพิ่มสภาพคล่อง ยิ่งกดดันให้เหมืองซึ่งมีค่าใช้จ่ายประจำอยู่แล้ว มีความเสี่ยงที่จะ “ไม่ได้อะไรกลับมา” และเสียค่าไฟอีกด้วย
นอกจากแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมาฤดูหนาวในสหรัฐ กดดันการจ่ายไฟฟ้าให้เหมือง ทำให้เหมืองหลายแห่งหยุดทำงาน ผลกระทบต่อเครือข่ายหรือ “โครงสร้าง” ของ Bitcoin เกิดทันที
คือเมื่อคอมพิวเตอร์จำนวนมากหยุด ไม่ช่วยกันทำงาน อัตราการขุดจะยากขึ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมาความยากของเครือข่ายพุ่งขึ้น 14.7% นี่เป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2021 ทำให้เครื่องที่ยังเปิดอยู่ทำงานหนักขึ้น กินไฟมากขึ้น เป็นต้นทุนที่กลับไปกดดันรายได้ของเหมืองขุดขนาดใหญ่หนักข้อขึ้นอีก
ก่อนหน้ารายงานการเทขาย BTC เกลี้ยงพอร์ต (22 ก.พ.) ในวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา Bitdeer ประกาศแผนระดมทุน 325 ล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านหุ้นกู้แปลงสภาพ (ครบกำหนดในปี 2032) และมีสิทธิเพิ่มวงเงินได้อีก 50 ล้านเหรียญ โดยหุ้นกู้ดังกล่าวแปลงเป็นหุ้น เงินสด หรือผสมกันได้ในอนาคต
ผู้บริหาร Bitdeer กล่าวว่า เงินทุนที่ได้จะนำไปใช้ในการขยาย Data Center, ธุรกิจ AI Cloud, การพัฒนาเครื่องขุด และค่าใช้จ่ายทั่วไปขององค์กร
นักวิเคราะห์หลายแหล่งมองเป็นแผน Exit ออกจากเหมืองขุด และแปรสภาพไปสู่การเป็นบริษัท AI ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรม ที่เหมืองขุดมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งระบบไฟฟ้า และระบบหล่อเย็น จะผันตัวไปเป็นผู้เล่นในธุรกิจเอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์
ตัวอย่าง เช่น MARA Holdings เหมืองบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ เข้าถือหุ้นใหญ่ในบริษัท Exaion บริษัทดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์ยักษ์ใหญ่ในฝรั่งเศส เพื่อเข้าสู่ตลาด AI และคลาวด์มากขึ้น
ยังมีเหมืองอีกหลายแห่ง เช่น TeraWulf, HIVE หรือ IREN ฯลฯ ก็อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน-ดาต้าเซ็นเตอร์ รองรับงานเอไอ หรือกรณี CoreWeave ได้เปลี่ยนไปให้บริการโครงสร้างเอไอเต็มรูปแบบแล้ว
ดังนั้น การเทกระจาดขาย BTC ของ Bitdeer แม้จำนวนเล็กน้อย แต่ส่งผลทางจิตวิทยามาก เพราะ “เหมือง” คือหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของ Bitcoin นั่นทำให้ความเคลื่อนไหวของ Bitdeer ส่งเสียงดังกึกก้องสะเทือนอุตสาหกรรมโดยรวมที่อยู่ท่ามกลางปัญหารุมเร้า
อ่านข่าวต้นฉบับ: เหมืองบิตคอยน์ เทกระจาด หนีตายซบ AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ ?