ดูเหมือนประเทศไทยยังตื่นตัวในเรื่องที่ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาแย่งงานกันไม่มากพอ
โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ชี้ว่า แรงงานไทยยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะ ฝีมือแรงงานมากขึ้น ไม่เช่นนั้นการจะดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนก็ลำบาก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะยิ่งแย่ลง
ล่าสุด นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ประเด็นเรื่องแรงงานที่ต้องให้ความสำคัญในช่วงถัดไปก็คือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามามาก แต่อาจจะยังมีข้อจำกัดในเรื่องการที่จะสร้างงานที่มีคุณภาพสูงให้กับคนไทย ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดของแรงงานไทยที่อาจจะต้องมีการพัฒนาด้านทักษะ เพื่อให้ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เข้ามา และความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เข้ามากับภาคธุรกิจของไทยที่อาจจะยังเชื่อมโยงกันไม่มากนัก
“หากสร้างความเชื่อมโยงกันได้ จะทำให้กำลังแรงงานของเรามีศักยภาพสูงขึ้น และสามารถที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศได้ในระยะยาว”
ทั้งนี้ ในระยะต่อไปจะต้องมีการพิจารณาขยายผลของมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไปสู่อุตสาหกรรมอื่น และครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ SMEs รวมทั้งต้องออกแบบให้มีเงื่อนไขการถ่ายทอดทักษะเทคโนโลยี
นายดนุชากล่าวด้วยว่า ขณะนี้แรงงานเริ่มมีความรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในการทำงาน จากบทบาทของ AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งผลสำรวจของภาคเอกชนในปีที่แล้วพบว่า ประมาณ 41% ของแรงงานรู้สึกว่าไม่ค่อยมั่นคง/ความมั่นคงในการทำงานลดลง และอีก 26% มีความกังวลว่าอาจจะตกงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า
ขณะที่ผลสำรวจของ PWC Thailand Hopes and Fears Survey 2025 พบว่า แม้ว่าแรงงานไทยจะมีการใช้ AI สูงถึง 72% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก (54%) แต่ประมาณ 24% รู้สึกกังวลมากว่า AI จะเข้ามาทดแทนบทบาทการทำงาน ขณะที่อีก 11% รู้สึกว่าควบคุมผลกระทบการทำงานได้น้อยหรือไม่ได้เลย
“ดังนั้น ทางภาคธุรกิจอาจจะต้องมีการดูในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพื่อทำให้คนทำงานคลายความกังวลเรื่องพวกนี้ลง โดยควรกำหนดแนวทางการนำ AI มาใช้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมต่อแรงงาน ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่แรงงานทุกระดับ”
สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงานของไทยล่าสุด ภาพรวมในปี 2568 มีกำลังแรงงานทั้งหมด 40.2 ล้านคน ลดลง 0.3% อัตราการมีงานทำเกือบ 100% โดยอยู่ที่ 99.1% ทั้งนี้ ผู้มีงานทำลดลงประมาณ 0.5% ส่วนใหญ่ในภาคเกษตรที่ลดลง 2.6% ขณะที่ผู้ว่างงานทั้งปีอยู่ที่ 3.3 แสนคน ลดลง 18.5%
และเมื่อดูอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่ามีการปรับตัวลดลง โดยอยู่ที่ 1.78% ในไตรมาส 4 คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 2.17 แสนคน ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ถูกเลิกจ้าง 18.9% ด้านผู้ว่างงานระยะยาวอยู่ที่ 5.8 หมื่นคน ลดลง 14.4%
เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า โดยรวมปี 2568 ข้อดีคือ ผู้ทำงานต่ำระดับลดลง ขณะที่ผู้ว่างงานปรับตัวลดลง 21.7% โดยตอนนี้มีผู้ว่างงานอยู่ทั้งหมด 2.8 แสนคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 1.44 แสนคน ลดลงประมาณ 19.7% ขณะที่กลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนอยู่ที่ 1.36 แสนคน ลดลง 23.7% ทำให้อัตราการว่างงานโดยรวมของปี 2568 ปรับตัวลดลง
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง AI จะมาแย่งงานเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริง ๆ จากสมัยก่อนเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีบทบาทอยู่แค่การ Chat หรือเป็น Search Engine เป็นหลัก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ ๆ AI แทบจะทำได้เหมือนพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะการใช้งานโปรแกรม PowerPoint หรือ Excel
“ตอนนี้สโคปของคนที่จะโดนแย่งงาน ผมว่ามันมีมากขึ้นเยอะ จากสมัยก่อนก็นึกกันแค่ว่าจะกระทบแค่คนแปลภาษา คนสรุปข่าว แต่ตอนนี้ผมว่าพวกทำ Research ทำอะไรพวกนี้ ก็น่ากังวลมาก ๆ ดังนั้น ก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็น ถ้าใช้ไม่เป็นก็จะได้รับผลกระทบแน่นอน” ดร.พิพัฒน์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: KKP เตือนตื่นตัว ‘AI แย่งงาน’ สศช.เปิดผลสำรวจคนกลัวตกงาน