ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เดินหน้าปล่อยสินเชื่อโต 10-12% สวนตลาดสินเชื่อชะลอ-เศรษฐกิจโตต่ำ ลุยปล่อยกู้เอสเอ็มอีโต 2 เท่า หรือ 6 พันล้านบาท รับแม้ความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า มั่นใจบริหารหนี้เสียไม่เกิน 3% จ่อเพิ่ม NIM-รายได้ค่าฟีโต 10-15% รับอานิสงส์ FDI-เทรดไฟแนนซ์
นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ถือว่าขยายตัวต่ำ จึงต้องทำธุรกิจอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงเดินตามกลยุทธ์ระยะกลางที่ต้องการเติบโตเป็น “ธนาคารขนาดกลาง” ภายใต้แผนการขยายฐานพอร์ตลูกค้า และการขยายสินเชื่อ โดยตั้งเป้าเติบโต 10-12% หลังจากปีก่อนขยายตัว 12% สวนกระแสที่ระบบธนาคารสินเชื่อชะลอตัว
อย่างไรก็ดี ภายใต้การเศรษฐกิจชะลอ แต่จะเห็นสัญญาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะการไหลลงทุนของจีน และไต้หวัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารมุ่งเน้นในการเข้าไปสนับสนุนการเติบโต โดยตั้งเป้าเติบโตในกลุ่มไต้หวันขยายตัว 20% และในอนาคตตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบันมีสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศราว 6% และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Conglomerate & Corporate ตั้งเป้าเติบโต 7-8%
และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ยังเป็นเป้าหมายหลักในการเติบโต ผ่านการเสนอ Product Program โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2569 ขยายตัว 2 เท่า หรือราว 6,000 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ราว 3,500 ล้านบาท ที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 429%
นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยการเพิ่มส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ผ่านการบริหารดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ และออกโปรดักต์ตอบโจทย์ลูกค้าเพื่อขยายฐานลูกค้า โดยในปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 2-2.2% และเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย หรือรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) ผ่านการขายข้ามผลิตภัณฑ์ (Cross-selling) ผ่านระบบพันธมิตรที่มีอยู่ หรือ Partner Ecosystem โดยตั้งเป้าเติบโต 10-15%
อย่างไรก็ดี แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้ามาดูแลเรื่องค่าธรรมเนียมมากขึ้น แต่เชื่อว่าไม่กระทบธนาคารมากนัก เนื่องจากธนาคารมีธุรกรรมในด้าน Transaction Fee ค่อนข้างน้อย โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะเน้นค่าธรรมเนียมในกลุ่มลูกค้าบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) กองทุน ธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) และปริวรรตเงินตรา (FX) เป็นต้น จึงไม่น่ากระทบรายได้ค่าธรรมเนียมมากนัก
ขณะที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีนี้ มองว่ามีแนวโน้มเอ็นพีแอลปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากธนาคารเน้นปล่อยสินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า อย่างไรก็ดี ธนาคารเชื่อว่าสามารถบริหารจัดการหนี้เสียให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3% จากปีก่อนอยู่ที่ 2.44%
“สินเชื่อทั้งระบบหดตัวติดลบ แต่เราตั้งเป้าโต 10-12% เนื่องจากเรายังเป็นธนาคารเล็กที่มีความคล่องตัว และเน้นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญ เจาะกลุ่มที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับ FDI และเอสเอ็มอี ที่มีความเสี่ยง แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า และสินเชื่อบ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ส่วนเรื่อง ธปท.เข้ามาดูแลค่าธรรมเนียมมากขึ้น เรามองว่าอิมแพ็กต์ต่อเราค่อนข้างน้อย”
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH Fund กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่หันมาใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยง และการลงทุนระยะยาว
บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตในกลุ่มกองทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ที่สอดรับกับกระแสการลงทุนระดับโลก กองทุนตราสารหนี้คุณภาพเพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาความมั่นคง และผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ผันผวน และตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
รวมถึงสร้างการเติบโตผ่านการสร้างนวัตกรรมด้านการลงทุนเพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนออกสู่ตลาดก่อนใคร โดยเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนระดับโลกผ่านความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก (best-in-class fund houses) การให้ความสำคัญกับการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และสม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุน
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม และ โครงสร้างการให้บริการรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกลยุทธ์การลงทุนแบบ Open Architecture เพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรที่หลากหลาย ที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะถัดไป
นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Securities เปิดเผยว่า กลยุทธ์ปี 2569 ยังคงเน้นการปรับโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มบริการ และ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trade) เพื่อเพิ่มทางเลือก และสนับสนุนการกระจายการลงทุนสู่ตลาดสากล พัฒนาบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth Management อย่างครบวงจร
การเสริมศักยภาพงานที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) เพื่อรองรับความต้องการด้านการระดมทุนและการปรับโครงสร้างทางการเงินที่มีความซับซ้อน และ การพัฒนาบทวิเคราะห์การลงทุนที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสินทรัพย์ และ สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนจาก CTBC Bank ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Management และ มีเครือข่ายระดับสากล
อ่านข่าวต้นฉบับ: LH Bank ลุยปล่อยสินเชื่อ SMEs 6 พันล้าน ชี้ความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า
