ญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในไร่ชาจากปัญหาสังคมผู้สูงอายุ โดยทศวรรษที่ผ่านมาไร่ชาเขียวในประเทศญี่ปุ่นลดลง 29% สวนทางกับความต้องการชาเขียวทั่วโลกที่กำลังเติบโต โดยในปี 2025 มีมูลค่าการส่งออกชาเขียวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.21 หมื่นล้านเยน (ราว 1.43 หมื่นล้านบาท)
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ไร่ชาในประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้พลาดโอกาสได้ประโยชน์จากกระแสความนิยม ‘มัทฉะ’ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยแม้การส่งออกมัทฉะจะสูงเป็นประวัติศาสตร์ แต่พื้นที่เก็บเกี่ยวในจังหวัดสำคัญ ๆ ทั่วญี่ปุ่น กลับลดลงถึง 29% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
เกษตรกรผู้ปลูกชาเขียวจากจังหวัดมิเอะ แหล่งผลิตคุณภาพสูงอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ระบุว่า บริษัทส่งออกและอื่น ๆ ขอให้เพิ่มผลผลิตขึ้นอีก แต่ไร่มีแรงงานไม่เพียงพอ โดยแทบจะไม่สามารถผลิตในปริมาณเท่าเดิมได้ด้วยซ้ำ
ชายวัย 63 ปี เจ้าของไร่ชาเขียวซึ่งนิกเคอิสัมภาษณ์ ปลูกไร่ชาร่วมกับภรรยาและพนักงานอีกเพียง 3 คน ในพื้นที่ขนาดราว 31 ไร่ โดยใช้กระบวนการปลูกแบบคลุมแสง (Shade-grown) ซึ่งเป็นกระบวนการที่จำเป็นต้องใช้แรงงาน อีกทั้งไร่ชายังอยู่บนเนินลาด ยากต่อการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามา จึงต้องใช้การเก็บเกี่ยวใบชาด้วยมือเป็นส่วนใหญ่
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries) แสดงให้เห็นว่า ในปี 2025 พื้นที่เก็บเกี่ยวใบชาใน 8 จังหวัดหลักที่ผลิตชา มีพื้นที่รวม 25,400 เฮกตาร์ (ราว 158,000 ไร่) ลดลง 29% จากปี 2015 ที่เคยครอบคลุมถึง 12 จังหวัด และโดยเฉพาะกับจังหวัดชิซูโอกะ เมืองหลวงแห่งชา มีพื้นที่เก็บเกี่ยวลดลงถึง 36%
ในทางตรงกันข้าม ความต้องการชาเขียวทั่วโลกกำลังเติบโต โดยมูลค่าการส่งออกในปี 2025 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.21 หมื่นล้านเยน (ราว 1.43 หมื่นล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 98% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อีกทั้งในปี 2025 ปริมาณการส่งออกก็เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 12,612 เมตริกตัน โดยเป็นปริมาณที่เกิน 10,000 ตัน ครั้งแรกในรอบ 71 ปี
ความนิยมอาหารญี่ปุ่นในยุโรป สหรัฐ และที่อื่น ๆ ประกอบกับความตระหนักด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการมัทฉะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ในลาเต้และขนมหวาน
ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางผลผลิตที่ลดลง ผลักดันให้ราคามัทฉะพุ่งสูงขึ้น ตามข้อมูลของสภาส่งเสริมการส่งออกชาญี่ปุ่น (Japan Tea Export Promotion Council) ราคาส่งออกปัจจุบันอยู่ที่ 5,716 เยนต่อกิโลกรัม (ราว 1,100 บาท) เพิ่มขึ้น 86% จากปี 2021
ทาคาชิ ซาซูกะ หัวหน้าสภาฯ ระบุว่า ผลผลิตชาเขียวของญี่ปุ่นไม่เพียงพอต่อความต้องการของโลก อีกทั้งยังมีราคาสูง ออร์เดอร์บางส่วนจึงไปอยู่ที่จีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีอุปทานและราคาต่ำกว่าญี่ปุ่น
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และผลิตภัณฑ์อาหารให้ได้อยู่ที่ 5 ล้านล้านเยน (ราว 1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นเกือบ 3 เท่าของมูลค่าการส่งออก 1.7 ล้านล้านเยน (ราว 3.38 แสนล้านบาท) ในปี 2025
ปัจจุบันชาเขียวเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของญี่ปุ่น เทียบเท่ากับเนื้อวัวในแง่ของมูลค่าการส่งออก ดังนั้นหากการส่งออกชะลอตัวลงเนื่องจากอุปทานขาดแคลน อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศ
“อุตสาหกรรมชาซึ่งเคยหดตัวลงเนื่องจากตลาดภายในประเทศที่ซบเซา ในที่สุดก็มีโอกาสจะฟื้นตัว แต่เรากลับพลาดโอกาสนั้นไปเพราะฐานการผลิตที่อ่อนแอ” เกษตรกรผู้ปลูกชาเขียวอีกรายในจังหวัดคาโกชิมะกล่าว
ทั้งนี้ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม อ้างอิงจาก Tea & Coffee Trade Journal ซึ่งเป็นวารสารการค้าเก่าแก่ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐตั้งแต่ปี 1901 (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ Bell Publishing สัญชาติอังกฤษ) โดย Tea & Coffee เผยแพร่บทความ Changing Consumption Patterns Spur Green Tea Growth ในเดือนสิงหาคม 2025 ระบุว่า จีนเป็นผู้ผลิตชาเขียวรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2024 มีผลผลิตราว 2.1 ล้านตัน คิดเป็น 90% ของสัดส่วนชาเขียวทั่วโลก ขณะที่ในปีเดียวกันญี่ปุ่นผลิตได้ราว 65,000 ตัน
อีกทั้ง อ้างอิงจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น พบว่าปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมชาเขียวญี่ปุ่นคือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยในปี 2020 เกษตรกรผู้ปลูกชา 3 ใน 4 มีอายุมากกว่า 60 ปี และสัดส่วนของผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีนั้นมีจำนวนเยอะที่สุดจากทุกกลุ่มอายุ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ญี่ปุ่นขาดเกษตรกร 10 ปีไร่ชาเขียวลดลง 29% สวนทางกระแสนิยมมัทฉะ