ตรีวิทย์ MD TFEX ชี้ TFEX ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็นกลไกบริหารความเสี่ยงที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตในทุกสภาวะตลาด เดินหน้าปี 2569 ผลักดันสินค้าใหม่ทั้ง Mini Gold Online Futures-Short Date-Spot-like Product พร้อมพัฒนา Strategy Builder และยกระดับแอป Streaming หวังลบภาพตลาดซับซ้อน ดึงนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงมากขึ้น
นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก TFEX วางบทบาทของอนุพันธ์ให้เป็นเครื่องมือเสริมพอร์ตที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ขาลง หรือแกว่งตัวในกรอบจำกัด โดยเน้นให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่าอนุพันธ์ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็นเครื่องมือสำหรับการป้องกันความเสี่ยง (Hedging)
ในปี 2569 TFEX ตั้งเป้าผลักดันผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ให้เป็น “แพลตฟอร์มสำคัญในพอร์ตของนักลงทุนทุกคน” เพื่อรองรับทั้งการสร้างโอกาสทำกำไรและการบริหารความเสี่ยงในทุกสภาวะตลาด โดยจะเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่มากขึ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และขยายฐานผู้ลงทุน เป้าหมายสำคัญของ TFEX คือการลบภาพจำเดิมที่มองว่าตลาดอนุพันธ์เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเก็งกำไรที่ซับซ้อน และเหมาะกับนักลงทุนผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงและนำไปใช้บริหารความเสี่ยงได้จริง
“การลงทุนเปรียบเสมือนการวาดภาพ หุ้น กองทุน หรือทองคำ คือ ดินสอที่ใช้สร้างความมั่งคั่ง แต่หากไม่มียางลบ เมื่อวาดพลาดก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ TFEX จึงทำหน้าที่เหมือนยางลบ เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดหรือป้องกันความเสี่ยง เมื่อการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องตัดสินใจขายสินทรัพย์หลักออกทั้งหมดในยามที่ตลาดผันผวน” นายตรีวิทย์กล่าว
นายตรีวิทย์กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนักลงทุนราว 4 ล้านคน แต่ผู้ใช้งาน TFEX ยังไม่ถึง 10% ของทั้งหมด ดังนั้น จึงตั้งเป้าขยายฐานนักลงทุนให้กว้างขึ้น โดยหากในอนาคตสามารถเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้งาน TFEX ได้ถึง 50% จะถือเป็นความสำเร็จ เพราะสะท้อนว่านักลงทุนไทยเข้าถึงเครื่องมือบริหารความเสี่ยงได้มากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักเก็งกำไร
เพื่อขยายฐานนักลงทุนรายใหม่ TFEX เตรียมเดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าถึงนักลงทุนรายย่อยได้ง่ายขึ้น โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือ Mini Gold Online Futures หลังราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 100% เมื่อเทียบกับปี 2568 ส่งผลให้เงินวางหลักประกัน (Margin) ของ Gold Futures เดิมปรับสูงจากราว 40,000-50,000 บาทต่อสัญญา เป็นประมาณ 100,000-120,000 บาทต่อสัญญา กลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย
TFEX จึงปรับขนาดสัญญาให้เล็กลง 10 เท่า จากเดิม 1 สัญญาเทียบเท่าทองคำ 10 ออนซ์ มูลค่าประมาณ 1.5 ล้านบาท เหลือ 1 ออนซ์ มูลค่าราว 150,000 บาท เพื่อให้เหมาะกับพอร์ตของนักลงทุนทั่วไป โดย Mini Gold Online Futures จะอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกโดยตรง เป็นทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.50% กำหนดตัวคูณราคา 30 เท่า หมายความว่าราคาทองคำปรับขึ้นหรือลง 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะเท่ากับกำไรหรือขาดทุน 30 บาท โดยไม่ต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ทั้งขาขึ้นและขาลง และใช้เงินวางหลักประกันประมาณ 3-5% ของมูลค่าสัญญา
Mini Gold Online Futures จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ใช้เงินเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นบาท แต่มีมูลค่าเทียบเท่าการลงทุนทองคำหลักแสนบาท จากเดิมที่ Gold Futures ขนาดมาตรฐานต้องใช้เงินประกันมากกว่า 100,000 บาทต่อสัญญา ทำให้รายย่อยเข้าถึงยาก โดยนักลงทุนไม่ต้องถือทองคำจริง และยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือทำกำไรหรือป้องกันความเสี่ยงจากราคาทองคำได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ TFEX ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการออก Mini Silver Futures เพิ่มเติม
นอกจากนี้ สิ่งที่ TFEX เห็นว่ายังขาดอยู่ในปัจจุบัน และต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นเพิ่มเติม คือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการพัฒนา Short Date หรือสัญญาอายุสั้น จากเดิมที่สัญญาส่วนใหญ่เป็นรายไตรมาส ให้มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือน เพื่อรองรับการป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวนระยะสั้น วางแผนจะเริ่มนำมาใช้กับ SET50 Index Options ก่อน คาดว่าจะเริ่มเห็นได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ทั้งนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากบอร์ดและหน่วยงานกำกับดูแล
ขณะเดียวกัน ยังเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ Spot-like Product ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารูปแบบใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการซื้อขายสินทรัพย์จริงในตลาด Spot มากขึ้น โดยมีแผนเริ่มใช้กับกลุ่มโลหะมีค่า โดยเฉพาะทองคำ เนื่องจากนักลงทุนมีความคุ้นเคยกับราคา Spot อยู่แล้ว จุดประสงค์หลักคือการแก้ Pain Point เรื่องต้นทุนการถือครองสัญญา (Carry Cost) ในตลาด Futures แบบเดิม ซึ่งมักถูกรวมเป็นก้อนเดียวตลอดอายุสัญญา เช่น 3 เดือน ทำให้ราคา Futures สูงกว่าราคา Spot
สำหรับ Spot-like จะเปลี่ยนวิธีคิด Carry Cost จากการจ่ายก้อนใหญ่ มาเป็นการเฉลี่ยต้นทุนเป็นรายวัน ตัวอย่างเช่น หากส่วนต่างระหว่าง Spot กับ Futures อยู่ที่ 100 บาท สำหรับอายุสัญญา 90 วัน หากนักลงทุนถือสัญญาเพียง 1 วัน จะจ่ายต้นทุนเฉพาะส่วนของ 1 วันเท่านั้น ส่งผลให้ราคาซื้อขายเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคา Spot มากขึ้น ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจกลไกราคาได้ง่าย ไม่ต้องคำนวณสูตรซับซ้อน และสะท้อนต้นทุนการถือครองได้ตรงกับระยะเวลาที่ลงทุนจริง คาดว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการขยายฐานนักลงทุนของ TFEX คือการพัฒนา Strategy Builder เครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุน สามารถออกแบบกลยุทธ์การซื้อขายและบริหารความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น เครื่องมือนี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ล่วงหน้า เช่น หากลงทุน 100 บาท และต้องการจำกัดความเสี่ยงไม่ให้มูลค่าพอร์ตลดต่ำกว่า 95 บาท ระบบจะช่วยออกแบบกลยุทธ์ Options เพื่อปกป้องความเสี่ยงในระดับดังกล่าว เปรียบเสมือนการซื้อประกันเพื่อล็อกผลขาดทุนสูงสุดไว้ ขณะเดียวกันอาจมีการจำกัดกำไรสูงสุดในระดับหนึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนเข้าใจความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยมีแผนเปิดตัว Strategy Builder ประมาณกลางปี 2569
นอกจากการพัฒนาเครื่องมือด้านกลยุทธ์แล้ว ยังเดินหน้าปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานผ่านเทคโนโลยี โดยเตรียมยกระดับแอปพลิเคชัน Streaming ให้ใช้งานง่ายและลื่นไหลมากขึ้น ทั้งในด้านหน้าตาที่ทันสมัย และการแยกส่วนการเทรดหุ้นกับการเทรด TFEX ให้ชัดเจน เพื่อลดความสับสน แต่ยังคงใช้งานอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน
ในอนาคต TFEX ยังมีแผนปรับปรุง Single Stock Futures จากเดิมที่อ้างอิงหุ้นในกลุ่ม SET100 เป็นหลัก ให้ครอบคลุมหุ้นจำนวนมากขึ้น เพื่อให้เครื่องมือฝั่ง Equity มีความครบถ้วนมากขึ้น ขณะเดียวกัน กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายเวลาซื้อขาย Precious Metal เช่น ทองคำและเงิน ทั้งการเปิดตลาดให้เร็วขึ้นและลดช่วงพักการซื้อขาย ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมของโบรกเกอร์ทั้งด้านระบบและบุคลากร รวมถึงเดินหน้าร่วมมือกับ Market Maker เพื่อดูแลสภาพคล่อง โดยเฉพาะในตลาด Options ให้สามารถซื้อขายได้ในราคาที่สะท้อนความเป็นจริง
ทั้งนี้ ปัจจุบัน TFEX มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุม 5 กลุ่มสินทรัพย์หลัก ได้แก่ กลุ่มอ้างอิงหุ้น (Equity) ประกอบด้วย SET50 Index Futures และ Options, Single Stock Futures และ Sector Index Futures, กลุ่มโลหะมีค่า (Precious Metal) ประกอบด้วย Gold Futures ขนาด 10 บาท และ 50 บาท, Gold-D, Gold Online Futures และ Silver Online Futures, กลุ่มอัตราแลกเปลี่ยน (Currency) ประกอบด้วย USD/THB Futures & Options, EUR/THB Futures, JPY/THB Futures, EUR/USD Futures และ USD/JPY Futures, กลุ่มสินค้าเกษตร (Agricultural) ประกอบด้วย RSS3 Futures, RSS3D Futures และ Japanese Rubber Futures และกลุ่มอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) ได้แก่ 5Y Government Bond
ภาพรวมการซื้อขายปี 2568 ของ TFEX มีปริมาณซื้อขายเฉลี่ยมากกว่า 410,000 สัญญาต่อวัน หรือราว 100 ล้านสัญญาต่อปี ส่งผลให้ TFEX เป็นตลาดอนุพันธ์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ในอาเซียน รองจาก Singapore Exchange (SGX) และอยู่ราวอันดับ 18 ของเอเชีย สะท้อนศักยภาพของตลาดที่ยังมีโอกาสขยายฐานผู้ใช้งานได้อีกมาก โดย TFEX ตั้งเป้าขยายขนาดตลาดในระยะยาวสู่ระดับ 200-300 ล้านสัญญาต่อปี
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อขายในปี 2568 ถือว่าชะลอลงจากปีก่อนหน้า ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 480,000 สัญญาต่อวัน สอดคล้องกับภาวะตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา โดยในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะคึกคัก ปริมาณการซื้อขายใน TFEX เคยเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 500,000-600,000 สัญญาต่อวัน
กลุ่มอ้างอิงหุ้นยังเป็นแกนหลักของตลาด โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 70-80% ของปริมาณซื้อขายทั้งหมด ขณะที่กลุ่มโลหะมีค่าและกลุ่มสกุลเงินมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 12% และ 11% ตามลำดับ
หากพิจารณาอัตราการเติบโต Silver Online Futures โดดเด่นที่สุด เพิ่มขึ้นถึง 308% จากแรงหนุนของราคาโลหะเงินที่ปรับขึ้นตามราคาทองคำโลก มีความผันผวนสูง และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ จึงตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาโอกาสทำกำไรระยะสั้น ขณะเดียวกันสินค้ากลุ่ม Currency โดยเฉพาะสัญญา THB Cross ก็เติบโตตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและความนิยมลงทุนในตลาดเงินตราต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อ่านข่าวต้นฉบับ: TFEX ลุยรีแบรนด์ตลาดอนุพันธ์ ดัน Mini Gold-Short Date-Spot like ขยายฐานนักลงทุน
