สัมภาษณ์
หลายคนน่าจะสงสัยกันว่า “ธุรกิจอ้อยและน้ำตาล” โดยเฉพาะโรงงานน้ำตาลจะมีรายได้มากมายขนาดไหน เพราะในแต่ละปีช่วงหีบอ้อยจะมีระยะเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น และยิ่งปีไหนผลผลิตน้อยเจอภัยแล้ง ราคาน้ำตาลโลกดิ่งยิ่งน่าจะไม่มีกำไร “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “นายชลัช ชินธรรมมิตร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ถึงการพลิกกลับมามีกำไรในปี 2569 นี้ หลังจากที่ขาดทุน 660 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งคือโรงงานน้ำตาลเกาะกงที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยต้องตีเป็นขาดทุนทางบัญชีจนกว่าจะมีโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ รวมถึงแนวโน้มตลาดอ้อยและน้ำตาลทรายในปีถัดไปที่คาดว่าประเทศไทยจะแล้งหนัก
ฤดูกาลหีบ 68/69 รอบนี้คิดว่าน่าจะมีผลผลิตอ้อยประมาณ 100 ล้านตัน แต่ยังมีปัญหาเรื่องของแรงงาน เนื่องจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้ามาได้ ต้องนำแรงงานจากชาติอื่นเข้ามา แต่ติดปัญหาความชำนาญที่ต้องใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวอยู่ เราก็ต้องส่งรถตัดเข้าไปช่วยเพราะมันก็ยังมีบางพื้นที่ที่เป็นโซนแดงห้ามเข้าไปตัดอ้อย มันจึงเป็นที่มาว่าการหีบปีนี้ก็เลยต้องเลื่อนออกไป โรงสุดท้ายน่าจะหีบกันเสร็จคงต้น ๆ เดือนเมษายน จากเดิมที่จะทยอยปิดหีบกันในช่วงมีนาคม
ส่วนราคาน้ำตาลของไทยในตอนนี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากน้ำตาลเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เมื่อราคาน้ำตาลมีการปรับตัวขึ้น จะถูกส่งไปถึงเกษตรกร 70% จะขึ้นมาตอนไหนต้องรอดูนโยบายรัฐ อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจ จากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่มีการปรับลดลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ความต้องการบริโภคยังมีจึงยังไม่น่ากังวลมากนัก
อ้อยเรายังมีมาร์เก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้นไปใกล้ ๆ 8% ซึ่งจะมีปริมาณอ้อยในฤดูกาล 68/69 ราว 7.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.6% เมื่อเทียบกับฤดูกาลผลิต 67/68 จากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก และกำลังการผลิตที่เพิ่มมาจากโรงงานใหม่ในจังหวัดสระแก้ว
ในส่วนของไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานชีวมวลจากกากอ้อย กำลังพิจารณาในเรื่องของการต่ออายุและศึกษาถึงการใช้ประโยชน์จากกากอ้อยในด้านอื่น ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตรวม 340 เมกะวัตต์/ชั่วโมง จากโรงไฟฟ้า 4 สาขา ถ้าเป็นในส่วนของเอทานอลจะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ BBGI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ KSL กับทางบางจาก ซึ่งในปีนี้เราน่าจะสามารถพลิกกลับมามีผลกำไรจากราคาต้นทุนอ้อย กากน้ำตาลที่ลดลง และราคาขายเอทานอลที่ขยับเพิ่มขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์เริ่มเป็นที่นิยมของเกษตรกรชาวไร่อ้อยมากขึ้น มีผลดีต่อรายได้และกำไร
ยอมรับว่าตอนนี้เรามีหนี้ประมาณ 15,000 ล้านบาท มีคนถามผมว่าถ้าจะล้างหนี้ให้หมดนี้เราจะต้องทำยังไง ในความจริงแล้วเรามีทรัพย์สินที่เป็นที่ดิน โกดังจำนวนมากอยู่ที่เพชรเกษม ตรงนี้ที่ก็ประมาณ 3-4 ไร่ แต่มันไม่ติดกัน ปล่อยเช่าอยู่แล้วก็มีที่บางแค เทพารักษ์ ศรีนครินทร์ รวมแล้วก็หลายไร่ ถ้ารวมทั้งประเทศก็มีกว่า 20,000 ไร่ ขายก็หลายพันล้าน แต่ผมก็ไม่กล้าขาย เพราะเป็นมรดกตั้งแต่รุ่นอากง
นอกจากนี้ก็ยังมีอาคารที่ปล่อยเช่าหลัก ๆ 2 อาคาร ก็คือตรงอาคาร KSL ตรงนี้ และอาคารลิเบอร์ตี้สแควร์สีลม ชาวต่างชาติเช่าเยอะมากกว่า 80% ตึกนี้ถ้าขายก็น่าจะอีกหลายพันล้าน แต่การล้างหนี้ของเรามันจะมาจากการทำธุรกิจมากกว่า
ปีนี้ 2569 เราจะหยุดใช้เงินไม่ลงทุนอะไรแล้ว อย่างโรงงานที่สระแก้ว เราก็ทุ่มเงินลงไปถึง 5,000 ล้านบาท นอกจากเราจะพลิกกลับมาทำกำไรแล้ว ยังคิดว่าหนี้ที่มีอยู่น่าจะเริ่มทยอยล้างมันไป ถ้าในอนาคตบางทรัพย์สินอาจแบ่งขายเพราะรุ่นลูกเขาคงไม่นิยมจะถือครองที่ดินด้วยราคาก็ลงไปเรื่อย ๆ และบางที่อาจจะเปิดทำธุรกิจใหม่ ๆ เราอาจใช้เวลาล้างหนี้ได้ 7-8 ปีสบาย ๆ แต่ถ้ามันไม่เป็นไปอย่างที่คิดอย่างน้อยเราก็ยังมีกำไรจากธุรกิจหลักของเราคือโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าที่แม้ส่วนใหญ่จะส่งไฟเข้าไปใช้ในโรงงานอยู่แล้ว ในอนาคตถ้าขายไฟให้รัฐในอัตราที่ดีก็น่าจะเป็นอีกรายได้เข้ามา
“ปีนี้เราจึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานจะพลิกเป็นกำไรได้ เทียบกับปีก่อนขาดทุนสุทธิ 660 ล้านบาท แม้ราคาน้ำตาลโลกจะลดลงถึง 20% แต่เราก็มีอ้อยเพิ่มขึ้นมันเลยบาลานซ์กัน ปีนี้เลยตั้งเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ว่าเติบโต 5-10% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนรายได้ก็คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 16,520 ล้านบาท”
2-3 ปีมานี้ การบริโภคน้ำตาลของโลกทรงตัวอยู่ใกล้ ๆ ระดับ 200 ล้านตัน/ปี ไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนในอดีตช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากฐานการบริโภคมีขนาดใหญ่ การขยับเพิ่มขึ้น ลดลงในระดับล้านตันก็ถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากในปัจจุบัน ในด้านการผลิตมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำตาลส่งออกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีราคาค่อนข้างสูง ทำให้หลายประเทศมีการขยายปริมาณการผลิตขึ้น เป็นปัจจัยกดดันให้ราคาส่งออกน้ำตาลในปีนี้ขยับอยู่ในกรอบ 13-16 เซนต์/ปอนด์ จากเดิมอยู่ที่เฉลี่ย 18-19 เซนต์ต่อปอนด์
อย่างในปีนี้เราจะเห็นปริมาณผลผลิตอ้อยโตเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่เพาะปลูก ทั้งอินเดีย บราซิล ไทย จีน ฯลฯ จากปริมาณฝนในโซนเอเชียที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำตาลที่อยู่ในเกณฑ์ดีช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จูงใจให้ผู้ผลิตผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำตาลตกลงมาในระดับ 14 เซนต์ ก็ทำให้ผู้ผลิตหันไปปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน เป็นวงจรของภาคการเกษตร และการบริโภคโดยรวมของโลกก็ยังทรงตัว
และตอนนี้ธุรกิจอ้อยและน้ำตาล มีการคำนวณราคาอ้อยและราคาน้ำตาลทรายเฉลี่ยทั้งระบบ จากโควตา ข. โจทย์ของเรา คือการทำราคาขายให้ไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลกำไรและลดความเสี่ยงด้านการซื้อขาย
อ่านข่าวต้นฉบับ: ผลผลิตน้ำตาลดี KSL มาร์เก็ตแชร์เพิ่ม ปลื้มปีนี้พลิกกำไร-วางแผนทยอยล้างหนี้