คอลัมน์ : สัมภาษณ์
หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี แน่นอนว่าดอกเบี้ยในตลาดการเงินจะลดลงตาม จะมีผลกับตลาดหุ้นกู้ (บอนด์) อย่างไร “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้กล่าวถึงผลกระทบในมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
พอดอกเบี้ยลง ซึ่งค่อนข้างเซอร์ไพรส์ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ปรับลดลงมา อย่างเมื่อช่วงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระหว่างวันก็เห็นบอนด์ยีลด์ปรับลดลง 7 bps ดังนั้น คนที่ซื้อตราสารหนี้ หรือกองทุนไว้ เวลาบอนด์ยีลด์ปรับลง ราคาบอนด์ก็จะปรับสูงขึ้น ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น
ส่วนคนที่ซื้อใหม่ ไม่เคยมีในมือเลย ตอนนี้ดอกเบี้ยหน้าตั๋วของหุ้นกู้ออกใหม่จะลดลง ซึ่งก็จูงใจน้อยลง ในแง่ของคนลงทุนที่ซื้อใหม่ในตอนนี้ บางส่วนอาจจะไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงก็ได้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยหุ้นกู้ลดลงมาหมด
สำหรับแบงก์ก็นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพราะบันทึกเป็นเงินกองทุนได้ เราก็จะเห็นแบงก์ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในตลาดการเงิน โดยแบงก์เองก็มีการบริหารเงินหรือสภาพคล่องที่เข้ามาเยอะ แต่อาจจะไม่ไปปล่อยกู้เยอะ
ซึ่งจะเห็นว่าหลายที่ที่มีเงินเยอะ ก็จะนำไปลงทุนที่อุตสาหกรรมใหม่ ที่เป็น S-Curve หลายแบงก์ก็นำไปทำ Virtual Bank คือ ส่วนหนึ่งก็มีธุรกิจที่คิดว่าคงไปลงทุนเพิ่มขึ้นมาได้ด้วยสภาพคล่องที่มีอยู่
ส่วนในแง่ผู้ฝากเงิน เราจะเห็นว่าอาจจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งทองคำ และตลาดหุ้น เพราะดอกเบี้ยหุ้นกู้ตอนนี้ต่ำกว่าเงินปันผลอีก แต่ยังไม่เห็นโฟลว์การเคลื่อนย้าย คือ มองว่าช่วงนี้ตลาดหุ้นมีความคึกคักมากขึ้น คนก็ต้องมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น
ในแง่ของการระดมทุน ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ เพราะดอกเบี้ยต่ำลงมา ออกหุ้นกู้ก็จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง ส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้แล้ว และกำลังมีปัญหา ซึ่งเราเห็นหุ้นกู้กว่า 20 บริษัท (ยอดคงค้างสะสม) ที่ขอยืดหนี้ออกไป หลายบริษัทที่ยืดหนี้ออกไป จะสามารถหายใจได้คล่องขึ้น ทำให้กลับมาปิดหนี้ได้ กลับมายืนได้ใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกราย
แต่โดยรวมแล้วการที่ดอกเบี้ยลดลง จะทำให้ภาคธุรกิจที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับสภาพคล่อง ดีขึ้นได้
อย่างไรก็ดี บริษัทที่ออกหุ้นใหม่ ต้องแยกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีเรตติ้งดี ซึ่งจะได้เปรียบ เวลาออกหุ้นกู้มาใหม่ ดอกเบี้ยถูกลง ต้นทุนลดลง แต่ก็ต้องดู ถ้าดอกเบี้ยถูกเกินไป คนอาจจะไม่ซื้อ เพราะมีทางเลือกอื่น ส่วนกลุ่มที่มีเรตติ้งไม่ค่อยดี ยิ่งถ้าเคยยืดหนี้มาแล้ว ก็อาจจะขายยากขึ้น แต่อย่างน้อยต้นทุนเงินกู้จะต่ำลง
ถ้าคนยิ่งคิดว่า ดอกเบี้ยน่าจะต่ำสุดแล้ว คิดว่าทางผู้ออก ยิ่งน่าจะต้องออกหุ้นกู้มาล็อกต้นทุน เพราะโอกาสอย่างนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นแล้ว คือคนที่ธุรกิจเขาอิ่มตัว ก็อาจจะไม่มีธุรกิจใหม่ที่จะลงทุนเพิ่ม แต่เราก็จะเห็นว่า หลายรายที่เป็นรายใหญ่ ๆ อย่างกลุ่มพลังงานที่พูดกันถึง S-Curve ก็ถือเป็นโอกาส ซึ่งเริ่มเห็นออกหุ้นกู้เยอะมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
ยังเงียบ ๆ ไม่ได้มีอะไรมาก โดยปกติแล้วธุรกิจจะไปออกหุ้นกู้มาก ๆ จะพีกในช่วงไตรมาส 2 ตอนนี้ต้นปียังอยู่ในระหว่างการเตรียมตัว ส่วนสัญญาณผิดนัดก็จะเป็นเจ้าเดิม ๆ ที่เราเห็นอยู่แล้ว ซึ่งต้องรอดูว่า ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น ก็อาจจะกลับมาได้ เพราะบางรายเขาก็ยังประกอบธุรกิจอยู่ มีงานในมืออยู่ ฉะนั้นยังมองเป็นแง่บวก หากเศรษฐกิจดีจะทำให้งานเยอะขึ้น อาจจะช่วยให้มีกระแสเงินสดเข้ามา หรือเจ้าที่เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ก็มีทรัพย์สินที่จับต้องได้ แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ลากยาวมาหลายปี ลูกค้าน้อยลง ลูกค้ากู้ไม่ผ่าน ถ้าเศรษฐกิจกลับมาดี ดีมานด์มากขึ้น ก็อาจจะกลับมาได้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็มีมาตรการที่พยายามจะช่วย ก็จะเป็นผลบวกต่อภาคธุรกิจให้ฟื้นตัวได้ ยกเว้นบางบริษัทที่ไม่มีความจริงใจจะแก้ปัญหา
นักลงทุนต้องระมัดระวังเหมือนเดิม อย่างคนที่แห่ไปลงทองคำ จะเห็นว่าความผันผวนมันสูงมาก หุ้นก็เหมือนกัน เราบอกไม่ได้ว่าหุ้นจะขึ้นนานแค่ไหน ตอนนี้เป็นเรื่องของความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องเผื่อใจไว้และมีการกระจายการลงทุน ไม่ทุ่มไปที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง
ทั้งนี้ ตราสารหนี้ถึงแม้จะมีดอกเบี้ยต่ำ แต่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ค่อยผันผวน นักลงทุนกลุ่มที่เกษียณแล้ว หรือใกล้เกษียณ เงินส่วนหนึ่ง อย่างน้อยต้องเก็บไว้ในพันธบัตรรัฐบาล หรือที่ที่ตัวเองมั่นใจ ว่าถึงดอกเบี้ยจะต่ำ แต่เงินส่วนใหญ่ก็ยังอยู่
อ่านข่าวต้นฉบับ: คุยกับ ThaiBMA กนง.ลดดอกเบี้ย…หุ้นกู้ยังน่าลงทุน ?