ในระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา 2026 (State of The Union 2026) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐให้คำมั่นกับสมาชิกรัฐสภาว่า จะไม่ขอให้สภาผ่านร่างกฎหมายเพื่อบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องลงคะแนนเสียงในประเด็นการค้าที่มีความยากลำบากทางการเมือง หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่าภาษีต่างตอบโต้เป็นโมฆะ
“การดำเนินการของรัฐสภาจะไม่จำเป็น” ทรัมป์กล่าวในระหว่างการแถลงนโยบาย เนื่องจากภาษีได้รับการพิสูจน์แล้วและได้รับการอนุมัติแล้ว ซึ่งรัฐบาลทรัมป์กำลังดำเนินการเพื่อสร้างกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ศาลสูงสุดปฏิเสธการใช้อำนาจฉุกเฉิน IEEPA 1977 ของประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษี ดังนั้น จึงต้องหันมาใช้มาตรการที่มีข้อจำกัดกว่าเดิมและกฎหมายรองรับชัดเจน ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศชั่วคราว 10% ระยะเวลา 150 วัน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา และการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่อาจส่งผลให้มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม
กำแพงภาษียังอยู่ แค่เปลี่ยนกฎหมายที่ใช้เรียกเก็บ ซึ่งข้อเท็จจริงถูกตอกย้ำโดย “เจมีสัน กรีเออร์” ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่มักยืนขนาบข้าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ในการแถลงข่าวเกี่ยวกับการค้าอยู่เสมอเปิดเผยว่า สหรัฐมุ่งใช้มาตรา 301 เพื่อเรียกเก็บภาษีใหม่ทดแทนภาษีเก่าที่ถูกศาลสูงสุดสั่งเพิกถอนรวมถึงใช้เป็นกลไกเสริมให้คู่ค้าทำตามข้อตกลง ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายสำนักเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกครั้งที่สหรัฐกำหนดภาษี จะมีกลุ่มผลประโยชน์ต่างชาติที่ต้องการยกเลิกภาษีนั้น ซึ่งผู้คนจะฟ้องร้องรัฐบาล (หากภาษีผิดกฎหมาย)
เพราะจากคำตัดสินศาล การคืนเงินอาจ “ยุ่งยาก” ข้อมูลจากรัฐบาลกลางสหรัฐแสดงให้เห็นว่า กระทรวงการคลังเก็บภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินไปแล้วกว่า 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ณ เดือนธันวาคม 2025 แต่ศาลสูงสุดไม่ได้ตัดสินว่าบริษัทและบุคคลที่จ่ายภาษีเหล่านั้นจะได้รับเงินคืนหรือไม่ บริษัทหลายแห่ง รวมถึงคอสโก (Costco) ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้ยื่นฟ้องขอเงินคืนในศาลชั้นต้นแล้ว
มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 อนุญาตให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐภายใต้การกำกับดูแลของประธานาธิบดี สามารถเรียกเก็บภาษีเพื่อตอบโต้มาตรการทางการค้าของประเทศอื่น ๆ ที่ USTR พิจารณาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจอเมริกัน หรือละเมิดสิทธิของสหรัฐภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับอัตราภาษีที่สามารถนำมาใช้ได้
แต่ที่จำกัด คือ ช่องทางนี้ไม่ได้ทำให้สามารถบังคับใช้ภาษีได้ทันที เนื่องจาก USTR ต้องดำเนินการสอบสวนก่อน
โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานจะต้องขอคำปรึกษาหารือกับรัฐบาลต่างประเทศที่มีการตรวจสอบแนวทางการค้า และขอความคิดเห็นจากสาธารณะ ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ภาษีจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติหลังจากสี่ปี เว้นแต่ USTR จะได้รับคำขอต่ออายุ ซึ่งในกรณีนี้สามารถขยายระยะเวลาการเรียกเก็บภาษีได้
การสอบสวนตามมาตรา 301 มุ่งเน้นไปที่ประเทศเดียว แต่ USTR สามารถดำเนินการตรวจสอบคู่ขนานในประเด็นเดียวกันที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยแรกของทรัมป์ โดยตรวจสอบภาษีบริการดิจิทัลของ 11 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร
ประวัติการใช้งาน รัฐบาลทรัมป์ชุดแรกใช้มาตรา 301 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในปี 2018 หลังจากการสอบสวนนโยบายของจีนเกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เพิ่มภาษีตามมาตรา 301 สำหรับสินค้าบางประเภทจากจีน รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในระหว่างดำรงตำแหน่ง
นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2025 USTR เริ่มการสอบสวนตามมาตรา 301 เกี่ยวกับบราซิล โดยพิจารณานโยบายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา การปฏิบัติเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า และการเข้าถึงตลาดเอทานอล
การสอบสวนเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรมภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า 1974 ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับมาตรา 122 นั้นจะเป็นหัวใจสำคัญของความพยายามในการแทนที่ด้วยภาษีใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่ 1) ประเทศที่สร้างกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมเกินความต้องการ 2) ใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน 3) เลือกปฏิบัติกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ หรือ 4) ให้เงินอุดหนุนข้าว อาหารทะเล และสินค้าอื่น ๆ
กรีเออร์กล่าวว่า เขาและสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หยิบยกประเด็นกำลังการผลิตล้นเกินดีมานด์ตลาดขึ้นมาหารือกับเจ้าหน้าที่จีนหลายครั้งแล้ว โดยเสริมว่า รัฐบาลจีนยังอนุญาตให้บริษัทจีนที่ขาดทุนให้ดำเนินกิจการและผลิตสินค้าต่อไปได้ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเอง
“ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้เราจำเป็นต้องเก็บภาษีนำเข้าจากจีน เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ที่มีปัญหานี้ (ซึ่งเก็บอยู่แล้ว)” เขากล่าว ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า ในขณะนี้ทางรัฐบาลทรัมป์ไม่มีเจตนาที่จะเก็บภาษีอัตราใหม่ที่สูงขึ้นกับจีน ซึ่งจะสั่นคลอนข้อตกลงการค้าที่ถูกพักรบไว้ชั่วคราว 1 ปี
ข้อมูลในช่วงต้นปี 2026 ระบุว่า สหรัฐอาจมีการพิจารณาสืบสวนตามมาตรา 301 เพิ่มเติมต่อพันธมิตรทางการค้าหลัก ๆรวมถึงเวียดนาม ในประเด็นเรื่องกำลังการผลิตที่ล้นเกินและการเลือกปฏิบัติทางเทคโนโลยี
กรีเออร์ยังกล่าวอีกว่า การสอบสวนตามมาตรา 301 สามารถใช้เป็นกลไกเสริมในการบังคับให้คู่ค้าทำตามข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้กับสหรัฐ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงข้อตกลงกับอินโดนีเซีย ซึ่งตกลงที่จะยอมรับภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐ และเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐ โดย
USTR จะเปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 เกี่ยวกับแนวทางการค้าของอินโดนีเซีย เพื่อตรวจสอบกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมและการอุดหนุนด้านการประมง และผลการสอบสวนจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับมาตรการที่อินโดนีเซียกำลังดำเนินการ เพื่อแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว
ผู้แทนการค้าสหรัฐยังบอกว่า กฎหมายการค้าที่มีอายุเกือบศตวรรษอย่างมาตรา 338 แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากรปี 1930 นั้น ยังคงเป็นกฎหมายที่ใช้ได้ และอาจเป็นประโยชน์ในบางสถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ เลือกปฏิบัติทางการค้าต่อสหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้เรียกเก็บภาษีศุลกากรได้สูงสุดถึง 50% แต่เขากล่าวว่า จุดสนใจหลักอยู่ที่การตรวจสอบตามมาตรา 301 ที่มุ่งเน้นเฉพาะประเทศ และการตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติ ตามมาตรา 232 ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ซึ่งภาษีศุลกากรได้พิสูจน์แล้วว่า “มีความทนทานมาก” เพราะเคยผ่านการตรวจสอบทางกฎหมายมาแล้วในอดีต และครั้งนี้ก็จะผ่านการตรวจสอบอีกครั้ง
สำหรับไทย สื่อสิงคโปร์อ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลไทยระบุว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐยื่นคำขอไปแล้ว 80 ข้อ เหลืออีก 17 ข้อที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และเตือนว่า หากไม่สามารถตกลงกันได้ครบทั้ง 17 ข้อ อาจทำให้ไทยเผชิญกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นจากสหรัฐ รวมถึงมาตรา 301 นี้
“จากนั้นเราจะพิจารณาว่าควรใช้ภาษีศุลกากรประเภทใด เราคาดหวังว่าจะมีความต่อเนื่องในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้า” เขากล่าว
ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวอีกว่า อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐสำหรับบางประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% หรือสูงกว่านั้น จากอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้า ปี 1974 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ โดยไม่ได้ระบุชื่อคู่ค้าหรือให้รายละเอียดเพิ่มเติม ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐกำลังเตรียมประกาศเพื่อเพิ่มภาษีชั่วคราวเป็น 15% ในกรณีที่เหมาะสม
โดยมาตรการภาษี 15% นี้จะเอื้อประโยชน์แก่ประเทศที่มีข้อตกลงทางการค้าอยู่แล้ว ซึ่งในการเพิ่มภาษีเป็น 15% ฝ่ายบริหารของทรัมป์เน้นย้ำต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งย้ำว่าภาษีใหม่สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่
“แผนของฝ่ายบริหารที่จะเก็บภาษีใหม่แทนที่ภาษีเดิมที่ถูกศาลสูงสุดเพิกถอนนั้น รวมถึงภาษีชั่วคราวที่อัตรา 10% นั้นเป็นไปตามข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่แล้ว” กรีเออร์กล่าว
ไทยอาจตกเป็นเป้า ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจารายละเอียดเพื่อบรรลุข้อตกลงที่อัตราภาษี 19% เนื่องจากยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 51,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) จาก 35,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 44% โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่การขาดดุลการค้ากับจีนขยายตัวเป็น 67,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 ล้านล้านบาท) จาก 45,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท)
ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าไทยอาจนำเข้าสินค้าจากจีนและส่งออกต่อไปยังสหรัฐ โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมดในปีที่ผ่านมา
กระทรวงพาณิชย์ไทยคาดการณ์ว่า การส่งออกอาจหดตัวมากถึง 3.1% หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 1.1% ในปีนี้ เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ไทยยังต้องรอลุ้นในภาวะที่ไม่แน่นอน ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ลงนามข้อตกลงอย่างเร็วที่สุดเดือนกรกฎาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ทรัมป์’ ถอดบทเรียนภาษีใหม่ มาตรา 301 122 232 คือหัวใจ