หลังจากเหตุการณ์การสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ณ บ้านพักในกรุงเตหะราน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐ และอิสราเอล ภาพที่กลายเป็นจุดสนใจของชาวโลกคือ อิหร่านชัก ‘ธงแดง’ ขึ้นเหนือโดมมัสยิดจัมคาราน ในเมือง กุม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงเจตจำนงตอบโต้และการทวงคืนความยุติธรรม
ในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ธงสีแดงนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ‘Alam-e-Enteqam’ (ธงแห่งการล้างแค้น) ในเชิงความเชื่อ เปรียบเสมือนตัวแทนของ การหลั่งเลือดของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสังหารอย่างอยุติธรรม และผู้ศรัทธาในความเชื่อว่าจะต้องมีการเรียกร้องความยุติธรรมกลับคืนมา
สัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายจากโศกนาฏกรรมของอิหม่ามฮุสเซน ณ เมืองคาร์บาลา ในปี ค.ศ. 680 ช่วงเวลาที่ธงสีแดงถูกใช้เพื่อสื่อถึงความเศร้าโศกและรียกร้องให้มีการชำระแค้นต่อผู้ที่ทำความผิด
ปกติธงนี้จะถูกชักขึ้นในยามที่เกิดการรุกรานจากต่างชาติ หรือเมื่อผู้นำระดับสูงสุดถูกลอบสังหาร ซึ่งถือเป็นการปลุกระดมพลังศรัทธาและความเป็นปึกแผ่นของประชาชนในชาติ
เหตุการณ์ลอบสังหารในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 จากเครื่องบินหัวรบของอิสราเอล ร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐ พุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้นำระดับสูงของอิหร่าน รายงานระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและการทหารของอิหร่านไปกว่า 40% นำไปสู่การประกาศฉุกเฉินปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองสู่ สภาผู้นำชั่วคราว
ปัจจุบัน อายะตุลลอฮ์ อาลีเรซา อาราฟี เข้ารับเป็นผู้นำสูงสุดชั่วคราว ทำงานร่วมกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน และประธานศาลสูงสุด โกลัม ฮอสเซน โมห์เซนี เอเจอี เพื่อขับเคลื่อนประเทศในช่วงเวลานี้
ภายหลังการชักธงที่มัสยิดจัมคาราน ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันที่ศาลของฮะซะรัต มาซูเมห์ (ท่านคือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะฮ์ เป็นน้องสาวของอิหม่ามริฎอ) เพื่อประท้วงและขับไล่อิทธิพลของสหรัฐ และอิสราเอล
นอกเหนือจากความโกรธแค้นบนท้องถนน ตลาดการเงินโลกก็ได้รับผลกระทบโดยทั่วกัน ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นแตะ 81,000 บาท (2 มี.ค.) ทั้งตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน-อิสราเอลบานที่ปลายไปถึงตลาดพลังงาน และในไทยอาจจ่อปรับราคาน้ำมันขี้น
ปัจจุบัน (2 มี.ค.) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นกว่า 10% ทันทีหลังมีข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน โดยขยับขึ้นไปแตะระดับประมาณ 80-92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ (คิดเป็น 20% ของโลก) ทำให้ราคาน้ำมันอาจทะยานไปถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ในเร็ว ๆ นี้
บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ตลาดปิดเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 69 อิสราเอลและสหรัฐได้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านด้วยขีปนาวุธ และเกิดเหตุระเบิดในกรุงเตหะรานและหลายเมือง ส่งผลให้ตลาดกังวลความเสี่ยงหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้อุปทานตึงตัว เนื่องจากอุปทานน้ำมันกว่า 20% ใช้ช่องแคบนี้ในการขนส่ง
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 27 ก.พ. 2569 อยู่ที่ 67.02 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +1.81 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 72.48 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +1.73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันตกลงเพิ่มกำลังการผลิตเพียงเล็กน้อย (ราว 206,000 บาร์เรลต่อวัน) ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาความกังวลในตลาดได้
การชัก ‘ธงแดงล้างแค้น’ เหนือมัสยิดจัมคารานในครั้งนี้ จึงเป็นประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าวของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ในช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคตะวันออกกลางถูกเขียนขึ้นใหม่อีกครั้ง
อ่านข่าวต้นฉบับ: รู้จัก ’ธงแดงล้างแค้น‘ เหนือมัสยิดอิหร่าน หลัง’คาเมเนอี’ ถูกสังหาร