นักวิเคราะห์ชี้ การที่บริษัทประกาศปิดชั่วคราว ‘โรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา’ ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาราเบียและโลก โดยมีกำลังสามารถผลิตน้ำมันได้ราวครึ่งแสนบาเรลต่อวัน หลังโดรนอิหร่านตกในบริเวณใกล้เคียงจนทำให้เกิดไฟไหม้ เป็นการยกระดับความตึงเครียดอย่างมีนัยสำคัญและอาจผลักดันให้ซาอุฯ เข้าร่วมสงคราม
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า บริษัทซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) สั่งระงับการดำเนินงานที่ โรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา (Ras Tanura) หนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย ในซาอุดีอาระเบีย หลังอิหร่านทำการโจมตีพื้นที่บริเวณดังกล่าวด้วยโดรน
แหล่งข่าวกล่าวว่า อารัมโกปิดโรงกลั่นราส ทานูราซึ่งมีกำลังการผลิต 550,000 บาร์เรลต่อวัน และเป็นศูนย์กลางพลังงานระดับโลก เพื่อป้องกันไว้ก่อนขณะกำลังประเมินความเสียหาย โดยสำนักข่าวทางการของซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เกิดเพลิงไหม้ในวงจำกัดที่โรงกลั่น โดยเป็นผลจากเศษโดรน 2 ลำ ที่ถูกยิงสกัดจากความพยายามโจมตีโรงงาน อย่างไรก็ดี ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันครั้งนี้ เป็นการโจมตีครั้งแรกที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานในซาอุดีอาระเบียต้องหยุดชะงักลง นับตั้งแต่ที่อิหร่านเริ่มโจมตีประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ภัยคุกคามโดยตรงต่อแหล่งน้ำมันอันมีค่า อาจเป็นเส้นแดงสำหรับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พยายามวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งระดับภูมิภาค ส่วนหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่จะทำให้แผนการกระจายเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ของพระองค์ต้องหยุดชะงัก
ทอร์บยอร์น โซลต์เวดต์ นักวิเคราะห์หลักด้านตะวันออกกลางของบริษัทข่าวกรองความเสี่ยง Verisk Maplecroft กล่าวว่า การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดอย่างมีนัยสำคัญ โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอ่าวเปอร์เซียตกเป็นเป้าสายตาของอิหร่านอย่างเต็มตัว และมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียและรัฐเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านมากขึ้น
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม รัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) ประชุมกัน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการประสานงานเพื่อหยุดยั้งสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การกระทำที่ทรยศและชั่วร้ายของอิหร่าน
ความไม่พอใจของซาอุดีอาราเบียต่ออิหร่านดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น โดยค่อย ๆ เพิ่มระดับการประณามเตหะรานในวันที่ 1 มีนาคม ด้วยการเตือนถึงผลที่อาจตามมาจากการกระทำ เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศตอบโต้เตหะรานอย่างเด็ดขาด และเรียกตัวทูตอิหร่านประจำราชอาณาจักรเข้าพบ
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไม่ใช่เรื่องแปลก โดยในปี 2022 กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ทำการโจมตีคลังน้ำมันของอารัมโกในเมืองเจดดาห์ ทำให้งานเฉลิมฉลองการแข่งขันฟอร์มูล่าวันกรังด์ปรีซ์ ที่อยู่ในเมืองใกล้เคียงต้องหยุดชะงัก ในเวลานั้น ซาอุดีอาระเบียตอบโต้ด้วยการดำเนินการต่าง ๆ รวมถึงการโจมตีทางอากาศ ผ่านทางพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียในเยเมน
อ่านข่าวต้นฉบับ: นักวิเคราะห์ชี้ โรงกลั่นน้ำมัน ‘ราส ทานูรา’ ไฟไหม้จากโดรนอิหร่าน อาจผลักซาอุฯ ร่วมสงคราม