หลังเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 ทั่วโลกต่างจับตาปัญหาจะบานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ เมื่อสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ต่างปฏิบัติการโจมตีแบบไม่มีใครยอมใคร
แน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านการขนส่งพลังงาน เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ช่องทางการขนส่งที่สำคัญของโลก เมื่ออิหร่านประกาศกร้าวจะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน
ซึ่งประเทศไทยก็พึ่งพาการขนส่งนำเข้าน้ำมันจากช่องแคบนี้เช่นกัน วันละ 7-8 แสนบาร์เรล ก่อนวันมาฆบูชา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วน 2 วง เพื่อหารือวางมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน
นายกฯหารือกับทีมไทยแลนด์ สรุปว่า ให้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่มีต่อคนไทย และธุรกิจไทยในต่างประเทศทั้งทางตรงทางอ้อม โดยเฉพาะราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างปกติสุข
โดยยอมรับว่า ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลก ต้องปรับตัวสูงขึ้น แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกยังคงมีสูง ดังนั้น ราคาอาจจะมีผลกระทบ แต่คงไม่มากนัก
เรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ การสำรองพลังงานอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก
“ขอให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ทุกฝ่ายพยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ ไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว”
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ว่า มีความห่วงใย เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก รวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วย ฉะนั้นไทยจะแก้ไขโดยสันติวิธี ใช้การเจรจาทางการทูต เพราะอยากเห็นความสงบของประเทศในภูมิภาค
“นายกฯกำชับเรื่องดูแลความปลอดภัยของคนไทยเป็นหลัก ภาพรวมในตะวันออกกลางมีแรงงานกว่า 1 แสนคน แต่ที่ประสงค์จะกลับไทยมี 40 กว่าคน เบื้องต้นจะใช้เดินทางทางบกมายังชายแดนตุรกี ก่อนนั่งเครื่องบินพาณิชย์กลับไทย”
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.กระทรวงการคลัง ชี้ผลกระทบมี 5 ด้าน คือ 1.พลังงาน สถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ เป็นการส่งออกน้ำมันปริมาน 20% ของทั่วโลก โดยประเมินว่าราคาที่พุ่งสูงจะเป็นแบบระยะสั้นเล็กน้อย 5% จากเดิมคาดว่า 10% จากตลาดที่มีอุปทานส่วนเกินเยอะ
เรื่องนี้กระทรวงพลังงาน เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว อาทิ กองทุนน้ำมันฯที่สามารถดูแลผลกระทบได้ในระยะสั้น และมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และมีเวลาเพียงพอในการหาน้ำมันตลาดใหม่ ๆ ฉะนั้นมั่นใจว่าเรื่องพลังงานจะดูแลไม่ให้กระทบกับประชาชน
2.ด้านการค้าสินค้าและบริการ ส่วนสินค้ามีผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% นำเข้า 8% ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน แต่อาจเกิดผลกระทบทางอ้อม เช่น ค่าระวางเรือที่จะกระทบค่าการขนส่ง โดยนายกรัฐมนตรีมอบกระทรวงพาณิชย์ ให้หารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับในส่วนนี้
3.การท่องเที่ยว ไทยมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 4% จึงมองว่ากระทบในระยะสั้น และจุดนี้อาจเป็นโอกาสในการคว้าโอกาสระยะยาว ด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ ให้เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป
4.ตลาดทุน เมื่อเกิดสงคราม ทุกคนจะวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ แต่ผลกระทบไม่มาก และวิ่งเข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ของไทยขึ้นมา 17% และ ณ วันที่ 2 มีนาคม มีการรายงานว่าหุ้นตกลงไปเล็กน้อยประมาณ 2% ไม่ได้เยอะมาก ถือว่ามีเสถียรภาพมากก่อนบอกว่า “ผมว่าเอาอยู่”
นอกจากนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไทยมี 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ยังรองรับความเสี่ยงในตลาดทุนได้ มั่นใจตลาดทุนไทยยังคงมีเสถียรภาพ
5.ด้านแรงงาน กระทรวงแรงงานได้ประสานกับภาคเอกชน ตามที่นายกฯมอบหมายนโยบายให้วางกลยุทธ์ ติดตามใกล้ชิด โดยร่วมกับเอกชนและทุกหน่วยงาน รับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้เราสามารถคว้าโอกาสจากวิกฤตให้เป็นโอกาส ทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์และอาหาร พร้อมวางตัวเป็นกลาง เพื่อแสวงหาโอกาสในเชิงเศรษฐกิจ
ส่วนสถานการณ์เงินเฟ้อ ไทยโชคดีไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเหมือนประเทศอื่น ๆ จึงมองว่าวันนี้ปัญหาเงินเฟ้อของไทยดูแลกันได้ แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์ เพราะหากสู้รบเกิน 1 เดือน ก็อาจเข้าขั้นวิกฤตได้ เราจึงต้องหามาตรการอื่น ๆ เตรียมรองรับไว้ด้วย
“สถานการณ์นี้น่าจะเป็นโอกาสของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออก”
“วันนี้เสถียรภาพของไทยค่อนข้างเข้มแข็ง รองรับความผันผวนต่าง ๆ ได้ ซึ่งสถานการณ์สงครามทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นสิ่งที่เราพอเห็นภาพอยู่แล้ว เป็นความผันผวนของการเมืองโลก แต่ไทยและภูมิภาคมีจุดแข็งทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน ส่วนใหญ่มองเมืองไทยว่า เป็นตลาดที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะเรื่องอาหาร”
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่มีต่อประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่จำกัด เพราะสัดส่วนรายได้ที่เกิดจากการค้าขายทั้งนำเข้าและส่งออกยังมีปริมาณไม่มากนัก
โดย “อิสราเอล” อยู่ที่ร้อยละ 0.2 ของจำนวนการส่งออก “อิหร่าน” อยู่ที่ร้อยละ 0.02 จึงไม่ได้กระทบโดยตรงกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่ไทยต้องพึงระวังและรัฐบาลต้องมีมาตรการในการเฝ้าระวัง คือ มาตรการในภูมิภาคโดยรวมของตะวันออกกลาง ซึ่งไทยมีตลาดการค้าร่วมกันประมาณ 4-5% แม้จะไม่มาก แต่ก็ต้องระวัง
รวมถึงผลกระทบทางอ้อมที่มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่ง โดยเฉพาะยุโรป ที่อาจจะมี “ค่าระวางเรือ” เพิ่มเติมมากขึ้น จากการเดินทางทางเรือต้องอ้อมผ่านในจุดที่มีการสั่งปิดจากเหตุปะทะ
สำหรับการดำเนินมาตรการรับมือในเบื้องต้น กระทรวงพาณิชยจะมี 6 มาตรการใหญ่ ดังนี้
1.การบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
2.ต้องจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยผลิตสำรอง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่มาจากตะวันออกกลาง โดยจะต้องทำงานร่วมกับเอกชนในการหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง
3.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ รับข้อเสนอแนะและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการด้านการค้าและส่งออก สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1169 ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4.บริหารจัดการขนส่ง ประสานกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ
5.ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีผลกระทบโดยตรงให้ติดตามอย่างใกล้ชิด และรายงานสถานการณ์การค้าเพื่อให้จัดการได้ทันท่วงที และ 6.ช่วยกันวิเคราะห์ผลกระทบอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกันกับสภาพัฒน์
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่า ผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง หากสงครามสิ้นสุดลงได้ภายใน 1 เดือน ตามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐระบุ จะทำให้ส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซน้อย ระยะสั้น ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้จีดีพีไทยโตได้ 1.6% จากฐานเดิมในปี 2568 ที่ 2%
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การขนส่งไม่สามารถทำได้ ห่วงโซ่อุปทานโลกจะได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 115-125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก็อาจทำให้จีดีพีไทยโต 1.3%
สำหรับสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ย้อนหลังปี 2568 (เดือนมกราคม-ธันวาคม) สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเผยว่า มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
เฉลี่ยการใช้พลังงานประเทศไทย แต่ละประเภทแบ่งเป็น น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ 31.72 ล้านลิตร/วัน, น้ำมันดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 ล้านลิตร/วัน, การใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 18.01 ล้าน กก./วัน, การใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.31 ล้าน กก./วัน, ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,006,959 บาร์เรล/วัน และปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 151,390 บาร์เรล/วัน
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสริมว่า ช่วงสั้น ๆ คงไม่มีผลกระทบ แต่ที่น่าสนใจคือ เราควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับต้องการความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ไทยจะไปต่อได้ ไทยเป็นมิตรประเทศ ในหลายอุตสาหกรรมก็ย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย เชื่อว่า เศรษฐีตะวันออกกลางคงหาพื้นที่ปลอดภัย หากมองบวก ไทยมีโอกาสมาก ทั้งส่งออก การผลิต การท่องเที่ยวและบริการ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดแผนรัฐบาลไทย สงครามอาหรับ พลิกวิกฤตเป็น ‘โอกาส’