ในภาวะที่ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่ถาโถม ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก โรคระบาด หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ “ความผันผวน” ที่สะท้อนผ่านดัชนีราคาหุ้น (SET Index) จนบางครั้งเกิดแรงเทขายที่รุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน
เครื่องมือสำคัญที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นำมาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพของระบบการซื้อขาย คือมาตรการ “Circuit Breaker” หรือการหยุดพักการซื้อขายเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารตกผลึกและให้นักลงทุนได้มีเวลา “ตั้งสติ” ก่อนตัดสินใจลงทุนต่อ
ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2563 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ Circuit Breaker จากเดิมที่มีเพียง 2 ระดับ ให้กลายเป็น 3 ระดับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับความผันผวนที่รวดเร็วและรุนแรงในโลกการเงินยุคใหม่ โดยเริ่มใช้เป็นการถาวรตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นมา
โดยมีรายละเอียดดังนี้
ระดับที่ 1: เมื่อดัชนี SET Index ลดลง 8% ของดัชนีปิดวันทำการก่อนหน้า
ระดับที่ 2: เมื่อดัชนีลดลงถึง 15% ของดัชนีปิดวันทำการก่อนหน้า
ระดับที่ 3: เมื่อดัชนีลดลงถึง 20% ของดัชนีปิดวันทำการก่อนหน้า
ภายหลังจากใช้มาตรการในระดับที่ 3 แล้ว ตลาดจะเปิดให้ซื้อขายต่อไปจนถึงเวลาปิดทำการปกติ (16.30 น.) โดยจะไม่มีการหยุดพักการซื้อขายอีก ไม่ว่าดัชนีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
กรณีระยะเวลาในรอบการซื้อขายเหลือไม่ถึง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ตลาดจะหยุดพักการซื้อขายเพียงระยะเวลาที่เหลือในรอบนั้นๆ และเปิดให้ซื้อขายตามปกติในรอบถัดไป
มาตรการนี้จะทำงานเฉพาะ “ขาลง” เท่านั้น เนื่องจากขาขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและโอกาสการลงทุน ซึ่งไม่ส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยาเชิงลบต่อระบบตลาดทุนในภาพรวม
นับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ มาตรการ Circuit Breaker เคยถูกนำมาใช้ทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยแต่ละครั้งล้วนผูกโยงกับวิกฤตการณ์สำคัญที่เป็นบทเรียนให้แก่นักลงทุน:
19 ธันวาคม 2549: ผลกระทบจากมาตรการกันสำรอง 30% ของ ธปท. เพื่อสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท ส่งผลให้ดัชนีดิ่งลงถึง 19.52% ในวันเดียว
10 ตุลาคม 2551: วิกฤตการณ์การเงินโลก (Subprime Crisis) หลังการล้มละลายของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ดัชนีปรับลดลง 10.02%
27 ตุลาคม 2551: ผลต่อเนื่องจากวิกฤตซับไพร์มที่ลุกลามไปทั่วโลก ดัชนีลดลงอีกกว่า 10%
12 มีนาคม 2563: การแพร่ระบาดของ COVID-19 และสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัสเซีย กระตุ้นแรงเทขายครั้งใหญ่ ดัชนีลดลง 10.08%
13 มีนาคม 2563: ตลาดดิ่งต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า โดยลดลงอีก 111.52 จุด หรือ 10% จนต้องเบรกการซื้อขายเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน
23 มีนาคม 2563: เป็นครั้งแรกที่ใช้ “เกณฑ์ใหม่” (8%) โดยดัชนีลดลงกว่า 90 จุด จากความกังวลการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
หัวใจสำคัญของ Circuit Breaker ไม่ใช่การขวางทางกลไกตลาด แต่คือการทำหน้าที่เป็น “ตัวหน่วงเวลา” ในยามที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล การปรับเกณฑ์จาก 2 ระดับ เป็น 3 ระดับ และลดเพดาน Trigger Point ลงมาเริ่มที่ 8% (จากเดิม 10%) ช่วยให้นักลงทุนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วขึ้น ลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายในวงกว้างจากภาวะ Panic Sell
ในมุมมองของนักลงทุน การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้สามารถวางแผนและบริหารพอร์ตได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ดัชนีร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงเวลาที่ตลาด “หยุดนิ่ง” คือโอกาสทองในการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของหุ้นที่ถืออยู่ มากกว่าที่จะวิ่งไปตามกระแสความตระหนกของตลาดเพียงอย่างเดียว
อ่านข่าวต้นฉบับ: รู้จัก ‘Circuit Breaker’ มาตรการสุดท้ายสกัดหุ้นดิ่งแรง ย้อนรอย 6 ครั้งประวัติศาสตร์