บรรยง KKP ระบุเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง-สถาบันสะสมยาวนาน มาตรการ quick win แก้ไม่ได้ ชี้ภาครัฐมีปัญหา 3 ด้านหลักทั้งขนาด บทบาท และอำนาจ ทำให้การเติบโตถดถอยต่อเนื่องกว่า 20 ปี พร้อมเสนอลดบทบาทอำนาจรัฐ-เปิดเสรีเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล
นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า การปฏิรูปภาครัฐภายใต้แนวคิดเสรีนิยมใหม่รัฐควรมีขนาดเล็กที่สุด พร้อมชี้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของภาครัฐไทยในปัจจุบันมีอยู่ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ขนาด บทบาท และอำนาจ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้านขนาดในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนข้าราชการไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.3 ล้านคน เป็นมากกว่า 3.1 ล้านคน ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าการเติบโตของ GDP อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน งบประมาณภาครัฐมากกว่า 80% ถูกใช้ไปกับงบดำเนินการและสวัสดิการข้าราชการ ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐของไทยอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย
ด้านบทบาท มองว่ารัฐเข้าไปมีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผ่านรัฐวิสาหกิจซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงถึงราว 6 ล้านล้านบาทต่อปี และมักเป็นการขยายบทบาทแล้วไม่ยอมถอยออก ส่งผลให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด
ส่วนด้านอำนาจ ภาครัฐไทยมีกฎระเบียบมากกว่าหนึ่งแสนข้อ และมีใบอนุญาตมากกว่า 5,000 ชนิด ขณะที่มาตรฐานของ OECD แนะนำว่าไม่ควรมีเกิน 500 ชนิด ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระด้านงบประมาณ แต่ยังเอื้อต่อการใช้อำนาจในทางที่ผิด
การปฏิรูปที่ควรเร่งดำเนินการ ยกตัวอย่างกรณีการบินไทย โดยเสนอให้รัฐลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 25% จากปัจจุบันที่ 38% และควรประกาศถอนตัวจากการใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการบริษัททั้งหมด เพื่อเปิดทางให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมืออาชีพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุน
ส่วนประเด็นโครงสร้างการแข่งขัน ประเทศไทยยังมีการผูกขาดและการคุ้มครองกลุ่มทุนมากเกินไป โดยเฉพาะกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบางอุตสาหกรรมต้องเป็นคนไทย ซึ่งมองว่าเป็นการคุ้มครองมหาเศรษฐีบนต้นทุนของผู้บริโภค และบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงเสนอให้เปิดเสรีในทุกภาคส่วน เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการจัดการเข้ามาพัฒนาประเทศ
นายบรรยงกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและเชิงสถาบันที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไม่มีมาตรการใดที่สามารถ “quick win” หรือทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ในระยะสั้น
โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จากก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งที่ไทยเติบโตเฉลี่ยปีละราว 7.5% หลังวิกฤตลดลงเหลือประมาณ 5% และหลังวิกฤตการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์เหลือราว 3% ก่อนจะลดลงต่ำกว่า 2% ในช่วงหลังโควิด-19 สะท้อนว่าศักยภาพการเติบโตของประเทศถดถอยลงเรื่อยๆ โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงสถาบัน (Institutional Problems)
เมื่อพิจารณาการจัดอันดับประเทศต่างๆ มีการจัดอันดับ 20 ประเทศชั้นนำในตัวชี้วัดหลัก (Key Indicators) ประจำปี ซึ่งไทยไม่ติดอับดันในตัวชี้วัดเหล่านี้เลย และตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถดถอยในอันดับตัวชี้วัดเหล่านี้เกือบทั้งหมด อาทิ ความเป็นประชาธิปไตยอันดับร่วงจาก 80 ลงมาอยู่ที่ 130, การคอร์รัปชัน (CPI) ไทยลดลงมาอยู่อันดับ 118 จากเดิมอยู่เพียง 75, หลักนิติธรรม (Rule of Law) อันดับหล่นจาก 50 มาอยู่ที่ 80 ขณะที่คุณภาพการศึกษาไทยที่วัดจาก PISA อยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่กว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ
“คำถามคือเป็นปัญหาด้านการบริหารหรือไม่ ต้องบอกว่าถือเป็นปัญหาเชิงสถาบัน ประเทศใดที่เป็นประชาธิปไตยมาก คอร์รัปชั่นน้อย มีความเสรีในเศรษฐกิจมาก การศึกษาดี และมีหลักนิติธรรมที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ แต่ไทยตอนนี้เป็นประเทศที่ปัจจัยเชิงสถาบันถดถอยในทุกด้าน เป็นเหตุผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เพราะไทยถือเป็นประเทศที่การเติบโตเศรษฐกิจต่ำที่สุดอีกหนึ่งแห่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา”
แม้ไทยมีการเลือกตั้ง แต่อันดับตามการประเมินขององค์กรระหว่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่สะท้อนว่าไทยเป็นเสรีนิยมที่ “ไม่เสรีจริง” ขณะที่ดัชนีคอร์รัปชัน การศึกษา และหลักนิติธรรม ล้วนปรับตัวแย่ลงเมื่อเทียบกับอดีต โดยปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งตามปกติควรเติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
โดยช่วงระยะ 20 กว่าปี ไทยมีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอยู่ 2 ปีเท่านั้น เป็นช่วงหลังวิกฤตทั้งหมด อาทิ หลังน้ำท่วม และหลังโควิด ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้น ไม่ใช่การโตตามภาวะปกติ เหมือนช่วงหลังโควิด-19 ที่ชัดเจนว่า ไทยไม่มีความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิม หรือความยืดหยุ่นมากเพียงพอ สะท้อนจากโควิดที่เฉลี่ยจีดีพีโลกลบ 4% ไทยลบ 6% และการฟื้นตัวเฉลี่ยทั่วโลกใช้เวลา 1 ปีกลับมาที่เดิม แต่ไทยใช้เวลากว่า 3 ปีครึ่งจึงจะฟื้นคืนมาได้
อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเริ่มเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลด้านนโยบายและธรรมาภิบาล ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูปเชิงสถาบัน โดย OECD จะช่วยทั้งกำหนดกรอบมาตรฐานที่ไทยต้องยกระดับให้ถึง และให้ความช่วยเหลือในการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานเหล่านั้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: บรรยง ชี้ปัญหาเชิงสถาบันฉุดศักยภาพเศรษฐกิจไทย เสนอลดบทบาทอำนาจรัฐ