ทูตอิหร่านประจำประเทศไทย แถลงจุดยืนต่อสื่อมวลชน กรณีสหรัฐและอิสราเอลรุกรานอิหร่าน โดยระบุว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม มุ่งเป้าไปที่ผู้นำสูงสุดและพลเรือน ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พร้อมระบุการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ก่อนหน้านี้หลอกลวง ไร้ความจริงใจ
วันที่ 4 มีนาคม 2026 ดร.นัสเซอร์เรดดีน ไฮดารี (H.E. Dr. Nassereddin Heidari) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย แถลงต่อสื่อมวลชนถึงจุดยืนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน
ทูตไฮดารีกล่าวประณามต่อเหตุการณ์การรุกรานอิหร่าน โดยสหรัฐและอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งจงใจมุ่งเป้าโจมตีไปที่ผู้นำสูงสุดคือ อลาตอลเลาะห์ เซเยด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyed Ali Khamenei) ทูตระบุว่า เป็นการกระทำที่ไร้ความชอบธรรม ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอิหร่าน และละเมิดมาตรา 2(4) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติอย่างรุนแรงและชัดเจน
“การกระทำดังกล่าว เป็นการยกระดับสู่สงครามที่อันตรายและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน…ไม่เพียงเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการเปิดกล่องแพนโดร่า (Pandora’s Box) ซึ่งจะกัดกร่อนรากฐานความเท่าเทียมทางอธิปไตยและเสถียรภาพของระบบระหว่างประเทศ” ทูตไฮดารีกล่าว
ดร.ไฮดารี ย้ำถึงสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตัวเองของอิหร่าน ซึ่งสามารถปกป้องอธิปไทย บูรณภาพแห่งดินแดน และประชาชนของตนได้ ตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 ว่าด้วยสิทธิในการป้องกันตัวเอง
อีกทั้ง ท่านทูตยังเรียกร้องต่อสหประชาชาติ (UN) ว่า การกระทำของสหรัฐและอิสราเอล เป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างชัดเจน โดยมีการโจมตีทางทหารมุ่งเป้าไปที่พลเรือน รวมถึงโรงเรียนและโรงพยาบาล นำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตของพลเรือนบริสุทธิ์จำนวนมาก รวมถึงผู้หญิงและเด็ก ดังเช่นโศกนาฏกรรมเมืองมีนับ (Minab) ซึ่งโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองถูกทำลาย ส่งผลให้มีนักเรียนหญิงเสียชีวิต 165 คน
ทูตไฮดารีย้ำว่า การรุกรานโดยสหรัฐและอิสราเอลหลายวันที่ผ่านมา เป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง อีกทั้งเพิกเฉยต่อการพิจารณาด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการเคารพต่อสิทธิในชีวิตพลเรือน
นอกจากนี้ เหตุการณ์ยังเกิดขึ้นในขณะที่การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ยังไม่เสร็จสิ้นดี ซึ่งท่านทูตเชื่อว่า การเจรจาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความจริงใจ แต่เป็นปฎิบัติการหลอกลวง (Deceptive Operation) โดยมีการตัดสินใจโจมตีอิหร่านไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางเยือนสหรัฐ เพื่อพบปะกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์
ทูตไฮดารีระบุถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นของอิหร่าน ต่อการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ก่อนหน้านี้ 3 ข้อ คือเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และเพื่อความตั้งใจจริงในการป้องกันสงคราม
สุดท้ายนี้ท่านทูตกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว และการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุดคือ ปฎิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้อิหร่านอยู่ในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ (State of all-out war) และเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ โดยในฐานะเหยื่อการรุกราน อิหร่านมีสิทธิทุกประการที่จะปกป้องตนเองด้วยพละกำลัง ความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่น จนกว่าการรุกรานจะยุติลง
ในบริบทดังกล่าว ก่อนหน้านี้ทรัมป์ระบุไว้ว่า ปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปนานตราบเท่าที่จำเป็น โดย 4 เป้าหมายของสหรัฐ คือ 1.ทำลายขีดความสามารถทางขีปนาวุธของอิหร่าน 2.ทำลายกองทัพเรืออิหร่าน 3.ทำให้แน่ใจว่าอิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และ 4.อิหร่านต้องไม่ส่งอาวุธ เงิน หรือสั่งการกลุ่มก่อการร้ายในต่างประเทศอีกต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทูตอิหร่านแถลงจุดยืน ประณาม สหรัฐ-อิสราเอล ไร้มนุษยธรรม เจรจานิวเคลียร์ไม่จริงใจ
