สัมภาษณ์
สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางระหว่าง “สหรัฐ-อิสราเอล” ที่ร่วมกันโจมตี เด็ดหัวผู้นำ “อิหร่าน” ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งแรง ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องถึงวันที่ 2 มีนาคม 2569 จากนั้นมีการย่อตัวลงบ้าง ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะดำเนินไปสู่จุดไหน
ดังนั้น ในโลกของการลงทุนจะยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนอย่างแน่นอน และสำหรับแนวโน้มราคาทองคำคงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) มาช่วยวิเคราะห์ให้เห็นภาพ
โดย “พวรรณ์” กล่าวว่า ช่วงที่เริ่มต้นสถานการณ์สู้รบ พอดีตรงกับช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ (28 ก.พ.-1 มี.ค.) ซึ่งคาดการณ์ไว้แล้วว่าราคาจะดีดแรง จึงเห็นร้านทองลดความเสี่ยง โดยการปิดให้บริการในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ดี ราคาที่ดีดขึ้นยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือคาดว่าจะดีดขึ้นถึง 150 เหรียญ แต่ขึ้นจริง ๆ ไม่ถึง แล้วก็ปรับลงมา
ทั้งนี้ มองว่าแนวโน้มราคาทองคำจากนี้จะแกว่งตัวในลักษณะ “ไซด์เวย์อัพ” หรือ “แกว่งขาขึ้น” เพราะหลังจากราคาพุ่งแรงไปแล้วช่วงเกิดการสู้รบวันแรก ๆ จากนั้นมาก็ไม่ได้มีปัจจัยอะไรจนราคาทองย่อลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นปกติของราคาทองที่เวลาเกิดสงคราม การยิงกันรอบแรก จะทำให้ราคาทองดีด จากนั้นก็จะปรับลงเล็กน้อย
“ทุกครั้งที่เกิดสงคราม พอตู้มมาจะเป็นเรื่องใหญ่ ราคาทองก็จะดีด ดีดเสร็จก็จะขายทำกำไร เพราะฉะนั้นช่วงนี้แนวโน้มจะเป็นฟันปลา เรามองว่าไซด์เวย์อัพก็จะเป็นอย่างนี้ ถ้าสงครามจบราคาจะลงเร็ว แต่พอดูแล้วมีความยืดเยื้อ ดังนั้น เวลาทองย่อลงมาก็สามารถทยอยซื้อแล้วไปขายทำกำไรตอนราคาขึ้นได้”
ทั้งนี้ YLG มองว่าราคาทองยังไปต่อได้อีก เนื่องจากยังมีปัจจัยความไม่แน่นอน ต้องจับตาว่าจีนกับรัสเซียจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงอิหร่านก็ยังมีนายพลที่บัญชาการอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น มองไปข้างหน้ายังมีอีกหลายประเด็นที่ดูจะยังไม่จบง่าย ๆ
“ซีอีโอ YLG” มองว่าราคาทองไทยจะทะยานไปสู่ 100,000 บาทให้เห็นได้ โดยมองเป้าทองโลก เป้าแรกที่จุดสูงสุดเดิมที่ 5,600 เหรียญ และเป้าต่อไปที่ 6,000 เหรียญ ซึ่งช่วงนี้พอเกิดสถานการณ์ขึ้นนักลงทุนก็เทขายหุ้น แล้วโยกเงินไปหาที่พักใหม่ ทั้งทองคำ รวมถึงเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการคาดการณ์ค่อนข้างยาก ตราบใดที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐยังอยู่ในตำแหน่ง “จะถึง 100,000 บาทเมื่อไหร่ ขึ้นกับสถานการณ์เลย ว่าสงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน ก็ต้องบอกว่าคาดยาก ขึ้นกับทรัมป์”
ทั้งนี้ มองว่าผลตอบแทนราคาทองคำปีนี้อาจจะได้สักประมาณ 30-40% ไม่น่าจะมากเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ซิลเวอร์มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่า เนื่องจากมีดีมานด์สูง ขณะที่ซัพพลายน้อย
สำหรับคำแนะนำนักลงทุนท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ “พวรรณ์” กล่าวว่า เนื่องจากตอนนี้แทบไม่เหลือสินทรัพย์อื่นที่ทำกำไรได้ดี แต่ทองคำและซิลเวอร์เป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน โดยจะต้องจับจังหวะการลงทุนให้ดี
“การลงทุนระยะยาว ไม่แนะนำให้ลงในปริมาณมาก ๆ อยากให้ทยอยสะสมแบบ DCA จะดีกว่า ส่วนคนลงทุนระยะสั้นก็ต้องจับจังหวะ ไม่หลับหูหลับตา ต้องดูกราฟ เวลาราคาวิ่ง ต้องไม่วิ่งเข้า ต้องดูแนวรับ แนวต้าน เพื่อรู้จุดเข้า จุดออก อยู่ตรงไหน แนะนำให้ศึกษาข่าวสาร บทวิเคราะห์ที่ประเทศไทยมีอยู่มากมาย ก่อนจะตัดสินใจลงทุน”
อ่านข่าวต้นฉบับ: คุยกับ ซีอีโอ YLG สงครามหนุนทอง ‘บาทละแสน’