คอลัมน์ : มองข้ามชอต ผู้เขียน : ดร.เกียรติศักดิ์ คำสี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
ภาพความเสียหายรุนแรงจากน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเคยเป็น “ต้นแบบ” การป้องกันน้ำท่วมของประเทศ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าสภาพภูมิอากาศโลกได้เปลี่ยนไป เกินกว่าการเตรียมพร้อมแบบเดิมจะรับมือได้ ส่งผลให้ “Climate Change Adaptation” หรือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Change Mitigation)
เพราะนี่คือ “ทางรอด” ที่จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น
Climate Change Adaptation คือ การเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยืดหยุ่นหรือภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชที่ทนแล้ง การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ หรือการลงทุนในเทคโนโลยีนําน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น
ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกตื่นตัวกับ Climate Adaptation เป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากจำนวนประเทศสะสมที่ส่งแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan) ต่อสหประชาชาติ (UN) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 2 ประเทศในปี 2015 เป็น 74 ประเทศในปี 2025 (ไทยส่งแผนในปี 2024)
ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate Change Adaptation จากเหตุผลที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ไทยคือพื้นที่เสี่ยงภัยอันดับต้นของโลก โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป (INFORM Risk) ในปี 2025 ระบุว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมล้นตลิ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก 2) การปรับตัวเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ
โดยปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก ได้มีการผนวกความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับเครดิตประเทศ ซึ่งหากไทยไม่ลงทุนปรับตัวและเผชิญปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตลงในอนาคต ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแย่ลง
3) การลงทุนล่วงหน้า “คุ้มค่า” กว่าการไม่ทำอะไรเลย โดยการศึกษาของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ในปี 2025 พบว่า การลงทุนใน Climate Adaptation ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะให้ผลตอบแทนสูงถึง 10.5 ดอลลาร์สหรัฐ จากการประเมินผลประโยชน์แบบ “Triple Dividend” ทั้งการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีความเสี่ยงสูง แต่การเตรียมความพร้อมกลับอยู่ในระดับที่ต่ำจนน่ากังวล สะท้อนได้จากผลการจัดอันดับความพร้อมของเศรษฐกิจในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศของบลูมเบิร์ก (BNEF) ในปี 2025 ที่พบว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่ม “รั้งท้าย” ได้อันดับที่ 23 จาก 25 ประเทศที่ศึกษา (กลุ่ม G20 และบางประเทศในอาเซียน) และได้คะแนนเพียง 0.36 จากเต็ม 1
เนื่องจากการเตรียมความพร้อมของไทยยัง “ไม่เป็นระบบ” และ “ไม่ทั่วถึง” เช่น การบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศยังไม่ฝังอยู่ในระบบการเงิน งบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัวที่ยังไม่เด่นชัด และการคุ้มครองประกันภัยภัยพิบัติที่ยังครอบคลุมจำกัด เป็นต้น
ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความท้าทายนี้ เราได้เริ่มเห็นสัญญาณความตื่นตัวที่ชัดเจนขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ สะท้อนได้จากนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น พรรคภูมิใจไทย ได้ชูแผนเชิงรุกผ่านนโยบาย “พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์” ที่มีเป้าหมายยกระดับการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยด้วยดาวเทียมและ AI พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูล “ผังน้ำ” เข้ากับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้กีดขวางทางระบายน้ำ
รวมถึงการเสนอตั้งกองทุนภัยพิบัติ หรือพรรคประชาชนที่มีนโยบาย “ตั้งรับ-ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และ “รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ” เป็นต้น
ขณะที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่เริ่มประเมินและวางแผนรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น บี.กริม เพาเวอร์ มีการวางแผนรับมือภัยแล้ง หรือ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีการวางแผนรับมือความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัดต่อโครงข่ายสื่อสาร
SCB EIC มองว่า ภาคธุรกิจไทยสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการดำเนินงานใน 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) สร้างความเข้าใจและประเมินความเสี่ยง โดยเริ่มจากใช้ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศและข้อมูลพื้นที่ มาวิเคราะห์ว่า “จุดเปราะบาง” อยู่ตรงไหนของธุรกิจ ตั้งแต่ที่ตั้งโรงงาน คลังสินค้า ไปจนถึงแหล่งวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เห็นภาพว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตคลื่นร้อน (Heat Wave) จะกระทบต้นทุน รายได้ และความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างไร
2) พัฒนาแผนและลงมือดำเนินการ โดยออกแบบมาตรการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและบริบทของอุตสาหกรรม พร้อมประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุน ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยง “การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม” หรือการแก้ปัญหาจุดหนึ่ง แต่ไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนในจุดอื่น 3) ติดตาม ประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยตรวจสอบว่ามาตรการที่ทำไปช่วยสร้างประโยชน์ได้จริงหรือไม่และจะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจาก “ผู้เยียวยา” ไปสู่ “ผู้ลงมือขับเคลื่อนการปรับตัว” อย่างเป็นระบบ โดยเร่งลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า ประเมินความเสี่ยงรายพื้นที่ จัดสรรงบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัว บูรณาการข้อมูลผังน้ำกับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมระบบประกันภัย ออกแบบกลไกเชิงนโยบายที่จะทำให้การรับมือกับภัยพิบัติสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและมีความเป็นเอกภาพ
รวมถึงสนับสนุนทุนวิจัยและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับโมเดลธุรกิจรับมือโลกเดือดได้อย่างทันท่วงที
ความสูญเสียมหาศาลที่หาดใหญ่ คือ บทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า “ความล่าช้ามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ” ดังนั้น Climate Change Adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่จะรักษาความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกที่ผันผวนขึ้นทุกวัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: Climate Change Adaptation กลยุทธ์อยู่รอดที่ไทยต้องไล่ให้ทันโลก