บล.เมย์แบงก์ ชี้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ (Aerospace & Defense) ได้รับอานิสงส์ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น มองเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพสูงและช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนระยะยาว
นายธรรณพ ชำนาญศิลป์, CFP® Vice President Investment Solution บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวหลายประการ โดยเฉพาะแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของงบประมาณกลาโหมทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะมาจากพรรคการเมืองใด นอกจากนี้ บริษัทในอุตสาหกรรมนี้มักมีมูลค่างานในมือ (Backlog) จำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถรองรับรายได้ล่วงหน้าได้หลายปี ทำให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ อีกทั้งสัญญาจัดซื้อทางทหารส่วนใหญ่ยังมีเงื่อนไขปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดี
นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และบางบริษัทมีนโยบายซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งคราว ทำให้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายของ บล.เมย์แบงก์ รวมถึงการลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อ้างอิงบริษัทด้านกลาโหม เช่น MITSU19 ซึ่งอ้างอิงหุ้น Mitsubishi Heavy Industries ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ของญี่ปุ่น และ STEG19 ที่อ้างอิงหุ้น ST Engineering จากสิงคโปร์
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนยังสามารถลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่เน้นหุ้นในกลุ่ม Aerospace & Defense เช่น iShares U.S. Aerospace & Defense ETF, VanEck Defense UCITS ETF, Invesco Aerospace & Defense ETF และ SPDR S&P Aerospace & Defense ETF ซึ่งช่วยกระจายการลงทุนในบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น DAOL-DEFENSE, ASP-DEFENSE, TLDEFENSE และ LHGDEFENSE ที่เปิดเสนอขายครั้งแรกในช่วงปี 2569
สำหรับนักลงทุนที่มีสินทรัพย์ระดับสูง (High Net Worth) เมย์แบงก์ยังมีผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) ซึ่งอ้างอิงหุ้นหรือ ETF ในกลุ่มป้องกันประเทศ เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยที่อาจสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียด ความเสี่ยงและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจลงทุน
ทั้งนี้ แม้หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศอาจไม่ได้เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนหวือหวาในช่วงที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ หุ้นกลุ่มนี้สามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักของพอร์ตการลงทุน ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสการเติบโต เนื่องจากมีฐานลูกค้าเป็นภาครัฐที่มีความมั่นคงสูงและมีความต้องการด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: เมย์แบงก์ ชูหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ ตัวเลือกกระจายพอร์ตท่ามกลางโลกผันผวน