คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ปี 2567 เริ่มวันที่ 1 เมษายน อิสราเอลโจมตีสถานทูตอิหร่านในซีเรีย อิหร่านยังไม่ตอบโต้กลับทันที วันที่ 13 เมษายนอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงโดรนและขีปนาวุธใส่อิสราเอลโดยตรงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในช่วงระยะเวลาที่มีความขัดแย้งกันระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลนำไปสู่สงคราม ทำให้ราคาทองปรับขึ้นต่อเนื่องราว 200 ดอลลาร์ ในที่สุดสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้มีแรงเทขายทองคำอย่างหนัก ราคาทองคำปรับตัวลงแรงถึง 100 ดอลลาร์ภายใน 1 วัน
สงครามอิหร่าน-อิสราเอล 12 วัน (วันที่ 13-24 มิถุนายน 2568) สงครามเริ่มขึ้นในเช้าวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายนอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และคืนวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายนอิหร่านโจมตีตอบโต้อิสราเอลกลับทันที หลังจากนั้นมีการโจมตีสู้รบระหว่างทั้ง 2 ประเทศยืดเยื้อราวกว่า 1 สัปดาห์ ตลาดรอดูท่าทีของสหรัฐจะเข้ามาร่วมในความขัดแย้งในครั้งนี้หรือไม่ ในที่สุดวันที่ 22 มิถุนายนสหรัฐโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง วันที่ 24 มิถุนายนทรัมป์ประกาศอิหร่าน-อิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิง สงครามได้สิ้นสุดลง ทำให้มีแรงเทขายทองคำอย่างหนัก
สงครามอิหร่าน-อิสราเอล 12 วันทำให้ราคาทองปรับขึ้นราว 150 ดอลลาร์ แต่ที่น่าสังเกตราคาทองปรับขึ้นเพียงระยะสั้น 2-3 วัน หลังจากนั้นเริ่มมีแรงเทขายทำกำไรและลดลงกลับมาที่ราคาทองจุดเดิมก่อนสงคราม
สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ โรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลราว 1 ใน 5 ของการใช้น้ำมันทั่วโลก สหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านจะใช้เวลาเพียง 4-5 สัปดาห์เท่านั้น และจะไม่กลายเป็น “สงครามยืดเยื้อไม่รู้จบ” แบบที่เคยเกิดขึ้นในอัฟกานิสถานหรืออิรัก ราคาทองคำปรับขึ้นแรงราว 140 ดอลลาร์ในการซื้อขายวันแรกหลังเกิดสงคราม แต่วันถัดมาราคาทองลงแรง 4%
1) เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน นับตั้งแต่เกิดสงครามราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 18% สิ่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น และอาจจะทำให้เฟดชะลอการลดดอกเบี้ยหรืออาจไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ ล่าสุดตลาดมีมุมมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยปีนี้เพียง 1 ครั้ง จากเดิม 2 ครั้งก่อนเกิดสงคราม
ดังนั้นต้องติดตามการประชุมเฟดในวันที่ 17-18 มีนาคม คาดว่าตรึงอัตราดอกเบี้ยที่เดิม แต่ต้องติดตามคำแถลงการณ์หลังการประชุมว่าเฟดมีมุมมองต่อเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยเปลี่ยนไปหรือไม่ หลังเกิดสงคราม ซึ่งประธานเฟด สาขามินนิอาโปลิส เผยว่าในปีนี้คาดว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ชะลอลงจะเปิดทางให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง แต่ขณะนี้จำเป็นต้องรอดูแรงกระแทกใหม่จากสงครามที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจะยาวนานแค่ไหน และมีขนาดใหญ่เพียงใด
2) นักลงทุนสถาบันและเทรดเดอร์ในต่างประเทศเทขายทองคำเพื่อถือเงินสด ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ทองคำให้ผลตอบแทนโดดเด่นสูงสุดอันดับ 4 รองจากตลาดหุ้นไต้หวัน (+48%) โลหะเงิน (+31%) น้ำมันดิบเบรนท์ (+27%) ทองคำ (+22%) ทำให้มีแรงเทขายทองคำออกมาเพื่อถือเงินสดหรือนำเงินสดไปชำระ Margin call หรือชดเชยผลขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้น
สถานการณ์การค้าโลกกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนอีกครั้ง หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ โดยวินิจฉัยว่าใช้อำนาจเกินขอบเขตตามกฎหมาย IEEPA อย่างไรก็ตามหลังคำตัดสินของศาลทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% และขู่ปรับขึ้นเป็น 15% โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดภาษีชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าได้ไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน หากต้องการขยายต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส แม้ในทางปฏิบัติสหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ 10% มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่ล่าสุดรมว.คลังสหรัฐฯ เผยว่าสหรัฐฯ มีแผนปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลก จากเดิม 10% เป็น 15% คาดเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในสัปดาห์นี้
การกลับมาใช้มาตรา 122 ทำให้เกิดคำถามต่อข้อตกลงการค้าที่เคยเจรจาไว้ก่อนหน้า โดย 9 ประเทศที่ได้ประโยชน์จากอัตราภาษีลดลง ได้แก่ จีน บราซิล อินเดีย เวียดนาม ไทย ไต้หวัน มาเลเซีย เม็กซิโก และแคนาดา อาจต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาใหม่ มองว่าคำตัดสินศาลสูงครั้งนี้อาจเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประเทศคู่ค้า นอกจากนี้เองสหรัฐฯ อาจใช้กฎหมายที่ใช้ได้ยาวนานมาแทนที่มาตรา 122 ที่เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน ซึ่งอาจเลือกใช้มาตรา 201 ว่าด้วยการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ มาตรา 232 ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และมาตรา 301 ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
โดยสรุปราคาทองคำปรับขึ้นแรงในช่วงแรกของการเกิดสงคราม หลังจากนั้นเริ่มมีแรงเทขายออกมาและโดยส่วนใหญ่จะปรับตัวลงกลับมาที่จุดเดิมก่อนเกิดสงคราม ดังนั้นสงครามในรอบนี้คาดว่าจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นตอบรับทางบวกมากนัก แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะทำให้เกิด Stagflation หรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีความแน่นอนจากเรื่องภาษีทรัมป์ นำไปสู่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้คาดว่าราคาทองคำมีแนวโน้มจะกลับมาปรับขึ้นได้ในระยะถัดไป
ดังนั้น ฮั่วเซ่งเฮงแนะนำซื้อสะสมที่ราคาทองโลก 5,000 ดอลลาร์หรือต่ำกว่า ราคาทองไทย 75,700 บาทหรือต่ำกว่า
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทำไมทองคำไม่ขึ้นแรง เมื่อเกิดสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน
