บลูมเบิร์กรายงานอ้างอิงหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ว่า ในการจัดการภาวะพลังงานชะงักงันระดับโลก โดยเฉพาะในเอเชีย รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศ G7 ซึ่งกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ประเทศ เตรียมหารือเกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันในวันที่ 9 มีนาคม เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคติดขัดและส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
กลุ่มประเทศ G7 ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และแคนาดา ร่วมด้วยสหภาพยุโรป (อียู) โดยขณะนี้ฝรั่งเศสซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน จะเป็นผู้ริเริ่มแผนการสำหรับการประชุมทางโทรศัพท์ซึ่งกำหนดไว้ประมาณ 13.30 น. ตามเวลามาตรฐานยุโรปกลาง CET (หรือ 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย)
ไฟแนนเชียลไทมส์ยังระบุว่า สหรัฐสนับสนุนแนวคิดเรื่องการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินร่วม โดยการดำเนินการใด ๆ จะต้องประสานงานกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency)
ในวันเดียวกันนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent Crude) พุ่งขึ้นเกือบแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 3,800 บาท) จากเดิมก่อนเกิดสงครามซึ่งอยู่ที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 2,300 บาท)
“ประชาชาธุรกิจ” รวบรวมแผนมาตรการเกี่ยวกับน้ำมันของประเทศต่าง ๆ แถบเอเชีย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นภูมิภาคผู้ผลิตน้ำมัน และช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนถ่ายพลังงานเส้นทางสำคัญของโลกยังถูกอิหร่านปิดอยู่ เพื่อดูว่าแต่ละชาติมีแนวทางการจัดการกับปริมาณน้ำมันภายในประเทศอย่างไรบ้าง
สำนักข่าวเคียวโดรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวเมื่อวันที่ 6 มีนาคมว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาจะดึงน้ำมันจาก คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของประเทศมาใช้ เพื่อรับมือกับการหยุดชะงักของซัพพลายที่อาจเกิดขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การปล่อยน้ำมันที่รัฐบาลถือครอง มีจุดประสงค์เพื่อชดเชยปริมาณน้ำมันที่ลดลงในคลังของผู้ค้าส่งและบริษัทการค้าในประเทศ แต่คาดว่าจะมีผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการยับยั้งราคาน้ำมันเบนซินและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ๆ ที่พุ่งสูงขึ้น โดยสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ น้ำมันสำรองจะถูกขายให้กับผู้ค้าส่งน้ำมันในญี่ปุ่น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีอุปทานที่เสถียร
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 90% มีน้ำมันสำรองในคลังเพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศรวม 254 วัน โดยเป็นของรัฐบาล 146 วัน เป็นของภาคเอกชน 101 วัน และส่วนที่เหลืออยู่ภายใต้ข้อตกลงสำรองน้ำมันดิบร่วมกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และคูเวต ซึ่งญี่ปุ่นมีสิทธิในการซื้อก่อนในกรณีฉุกเฉิน
ขณะนี้รัฐบาลกำลังตัดสินใจอย่างรอบคอบว่า จะปล่อยน้ำมันสำรองของประเทศหรือไม่ และจะปล่อยในจำนวนเท่าใด โดยหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการดำเนินการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งแรกของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอุปทานโดยตรง นับตั้งแต่มีการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันแห่งชาติ ในปี 1978
วันที่ 9 มีนาคม ในที่ประชุมเศรษฐกิจฉุกเฉิน ประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องให้เร่งบังคับใช้มาตรการจำกัดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อควบคุมราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดีระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งนำระบบกำหนดเพดานราคาเชื้อเพลิงมาใช้ และดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อยับยั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเกินไป หลังจากที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นเกือบแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 3,800 บาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022
เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด โดยน้ำมันประมาณ 70% ถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ขณะนี้ยังคงปิดอยู่ ซึ่งความพยายามกำหนดราคาเพดานน้ำมันครั้งแรกในรอบ 30 ปีของเกาหลีใต้ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานภายในประเทศ
คิม จอง-กวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ว่า รัฐบาลเตรียมการเกือบเสร็จแล้ว โดยวางแผนที่จะติดตามสภาวะตลาดและตอบสนองตามความเหมาะสม ซึ่งในขั้นแรก จะเป็นการปล่อยน้ำมันจาก คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของประเทศ โดยกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานเกาหลีใต้ (MOTIE) กล่าวเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศอยู่ที่ 100 ล้านบาร์เรล หรือเพียงพอต่อการบริโภคมากกว่า 210 วัน
นอกจากนี้ รัฐมนตรีคิมยังเรียกประชุมฉุกเฉินกับโรงกลั่นและกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อทบทวนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ โดยเตือนบริษัทต่าง ๆ ไม่ให้ฉวยโอกาสจากราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมเตือนว่า รัฐบาลจะดำเนินคดีกับผู้ใดก็ตามที่พยายามฉวยโอกาสจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น ในลักษณะที่บ่อนทำลายความพยายามของรัฐในการรักษาเสถียรภาพราคา
เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 180,000 บาร์เรลต่อวัน โดยเป็นปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้ของทั้งประเทศ ขณะนี้ รัฐบาลเวียดนามวางแผนจะยกเลิกภาษีนำเข้าเชื้อเพลิงและอำนวยความสะดวกให้บริษัทปิโตรเวียดนาม (PetroVietnam) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐ ทำให้สามารถซื้อขายน้ำมันดิบรวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม รัฐบาลเวียดนามระบุว่า ขณะนี้ซัพพลายภายในประเทศยังคงมีความมั่นคงในระดับพื้นฐาน แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเดือนเมษายน ตลาดอาจเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น
รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับน้ำมันในโรงกลั่นในประเทศเป็นอันดับแรก เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ พร้อมทั้งขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อรับประกันว่าจะมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ
ฟาม ลู ฮุง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทหลักทรัพย์ SSI ระบุว่า การผ่อนคลายการควบคุมบางส่วนและโควตานำเข้าสำหรับปิโตรเวียดนาม จะทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการรักษาสมดุลดีมานด์และซัพพลาย
บังกลาเทศซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานถึง 95% ของการบริโภคทั้งหมด สั่งปิดมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมเป็นต้นไป เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินเพื่อประหยัดไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ท่ามกลางความขัดแย้งในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะลดการใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดซึ่งนำไปสู่การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้วย
การหยุดในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวันหยุดเทศกาลอีดิลฟิตรี (Eid al-Fitr) ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดตลอดเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิม โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 19-20 มีนาคม แต่ทางการทำการเลื่อนวันหยุดให้เร็วขึ้น โดยก่อนหน้านี้โรงเรียนของรัฐและเอกชนปิดทำการอยู่แล้วสำหรับเดือนรอมฎอน ทำให้ในช่วงเวลานี้ สถาบันการศึกษาเกือบทั้งหมดทั่วประเทศจะปิดทำการ
นอกจากนี้ทางการยังระบุว่า วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยใช้ไฟฟ้าจำนวนมากสำหรับหอพัก ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และเครื่องปรับอากาศ การปิดทำการก่อนกำหนดจะช่วยลดแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าประเทศ อีกทั้งรัฐบาลยังออกแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้สถาบันและสำนักงานต่าง ๆ ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการใช้แสงธรรมชาติ ลดการใช้แสงสว่าง และการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
บรรดาโรงกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ในอินเดียเร่งเข้าซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียจำนวนมหาศาล เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอุปทานจากตะวันออกกลาง หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศผ่อนปรนข้อจำกัดทางการค้าชั่วคราว โดยวันที่ 6 มีนาคม แหล่งข่าวรายงานว่า ข้อตกลงซื้อขายน้ำมันดิบจากรัสเซียจำนวนมากกว่า 10 ล้านบาร์เรล ถูกสั่งซื้อไปเรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันมีน้ำมันดิบรัสเซียประมาณ 15 ล้านบาร์เรล บรรทุกอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลอาหรับและอ่าวเบงกอล ขณะที่อีกประมาณ 7 ล้านบาร์เรลกำลังทอดสมอรออยู่ใกล้กับสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าน้ำมันทั้งหมดนี้สามารถเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือของอินเดียได้ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันอีกหลายลำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและคลองสุเอซ ที่กำลังมุ่งหน้ามายังอนุทวีปอินเดียเช่นกัน
(อ่านต่อ : วิกฤตน้ำมัน สหรัฐคลายคว่ำบาตร เปิดทางอินเดียกว้านซื้อน้ำมันรัสเซีย)
วันที่ 6 มีนาคม รัฐบาลเมียนมาประกาศมาตรการควบคุมการใช้เชื้อเพลิงขั้นสูงสุด บังคับใช้ระบบสลับวันวิ่งรถยนต์ตามหมายเลขทะเบียน วันคู่-วันคี่ เพื่อรับมือกับวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน และก๊าซเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง มาตรการนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 7 มีนาคม เป็นต้นไป
(อ่านต่อ : เมียนมาเริ่มแล้ว สั่งรถวิ่งวันคู่-วันคี่ รับมือวิกฤตเชื้อเพลิง)
อ้างอิง : Bloomberg1, Bloomberg2, Bloomberg3, Al Jazeera, Japan Today
อ่านข่าวต้นฉบับ: ปิดฮอร์มุซ หลายชาติเอเชียวางแผนรับมือซัพพลายน้ำมันหยุดชะงักอย่างไร