ท่ามกลางราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อมาเป็นสัปดาห์ที่สอง และอิหร่านโจมตีตอบโต้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้รัฐบาลต่าง ๆ ต้องเร่งหาทางรับมือหรือตอบโต้ ผ่านการประชุมของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ที่ทำงานประสานกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งมีคลังสำรองน้ำมัน 1.2 พันล้านบาร์เรล เพื่อชดเชยน้ำมันที่หายไป 6% ของกำลังการผลิตโลก
ความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาคือการประชุมรัฐมนตรีพลังงานจากกลุ่ม G7 จัดการประชุมนัดพิเศษผ่านระบบออนไลน์เมื่อ 10 มีนาคม เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะมุ่งเป้าไปที่การลดราคาโดยการเพิ่มน้ำมันเข้าไปในตลาด
ประเทศสมาชิก G7 ประกอบด้วย สหรัฐ แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
ผลปรากฏว่า รัฐมนตรีพลังงานกลุ่ม G7 ไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และ G7 ขอให้ IEA ประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ ดังนี้ 1) ขอให้ IEA จัดทำฉากทัศน์หรือความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคตที่อาจต้องปล่อยน้ำมันเพื่อการเตรียมความพร้อมในทุกเมื่อและ 2) ได้มอบหมายให้ IEA ศึกษาปริมาณที่อาจปล่อย
กระบวนการถัดมาคือ สํานักเลขาธิการ IEA จะประเมินอุปทานในตลาดและจัดการประชุมพิเศษเพื่ออนุมัติการปล่อยอย่างเป็นทางการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนนี้ โดยฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหาร IEA แจ้งว่า จะประชุมพิเศษวันนี้ (11 มีนาคม) สมาชิกจะประเมินความมั่นคงด้านอุปทานและสภาวะตลาดในปัจจุบัน เพื่อแจ้งการตัดสินใจในภายหลังว่าควรปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินของประเทศสมาชิก IEA สู่ตลาดหรือไม่
อย่างไรก็ดี มีรายงานจากเดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) ระบุว่า ในระหว่างการประชุมฉุกเฉินของรัฐมนตรีพลังงานนี้ ทาง IEA ได้เสนอให้ปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อควบคุมราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปริมาณที่เสนอจะเกินกว่า 182 ล้านบาร์เรลที่เคยปล่อยออกมาเมื่อปี 2022 หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครน และจะเป็นการปล่อยน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งเดียวเท่าที่เคยมีมา
มาตรการปล่อยน้ำมันรับมือการลดกำลังการผลิตจากผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งลดไปประมาณ 6% ของผลผลิตทั้งโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินและก๊าซหุงต้มพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
ก่อนหน้าการประชุมรัฐมนตรีพลังงานตามข้างต้น กลุ่ม G7 จัดการประชุมรัฐมนตรีคลัง เป็นไปตามกระบวนการของการรับมือสถานการณ์น้ำมันที่ไม่ปกติ โดยเมื่อ 9 มีนาคม 2026 นายโรแลนด์ เลสกูร์ รมว.คลังฝรั่งเศส ในฐานะที่ฝรั่งเศสเป็นประธานหมุนเวียนกล่าวถึงผลการหารือระดับรัฐมนตรีคลัง G7 และอีก 1 กลุ่มคือสหภาพยุโรป (อียู) ว่า กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ยังไม่ได้มีมติว่าจะปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินหรือไม่ ในบริบทราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2026 อันเป็นผลมาจากสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน
โดยเสริมว่ารัฐบาลต่าง ๆ ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาการขาดแคลนอุปทานในทันที ส่วนผลที่ตกลงกันได้ในขณะนี้ คือในกรณีจำเป็น กลุ่มจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด รวมถึงการปล่อยน้ำมันคงคลังที่จำเป็น ส่วนเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเชื่อว่าการปล่อยน้ำมันร่วมกัน 300-400 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็น 25- 30% ของปริมาณสำรอง 1.2 พันล้านบาร์เรล น่าจะเหมาะสม
ยืนยันว่า “ยังไม่มีการขาดแคลนน้ำมันในเร็ว ๆ นี้” ในยุโรป
“ตามกฎของเรา ประเทศสมาชิกทุกประเทศต้องมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับ 90 วันอยู่แล้ว” แอนนา-ไคซา อิทโคเนน โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปของอียูกล่าว
แถลงการณ์โดยนายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เกี่ยวกับการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G7 เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนี้
“ผมได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับมุมมองของ IEA ต่อสภาวะในตลาดน้ำมันโลก ซึ่งแย่ลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกเหนือจากความท้าทายในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว การผลิตน้ำมันจำนวนมากยังลดลง ซึ่งกำลังสร้างความเสี่ยงที่สำคัญและเพิ่มขึ้นสำหรับตลาด” ผู้อำนวยการ IEA กล่าว
“เราได้หารือเกี่ยวกับทุกทางเลือกที่มีอยู่ รวมถึงการนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินของ IEA ออกสู่ตลาด ปัจจุบันประเทศสมาชิก IEA ถือครองน้ำมันสำรองฉุกเฉินของภาครัฐมากกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และมีน้ำมันสำรองของภาคอุตสาหกรรมอีก 600 ล้านบาร์เรลที่รัฐบาลมีภาระผูกพัน”
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ IEA ยังติดต่ออย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับสถานการณ์กับรัฐมนตรีพลังงานจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงการสนทนาทางโทรศัพท์กับซาอุดีอาระเบีย บราซิล อินเดีย อาเซอร์ไบจาน และสิงคโปร์เมื่อเร็ว ๆ นี้
ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานอ้างอิงนักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy Group ซึ่งกล่าวว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐไม่เพียงพอที่จะชดเชยปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้จากอ่าวเปอร์เซีย ปัจจุบันสหรัฐมีน้ำมันสำรองอยู่ 415 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 58% ของปริมาณสำรองที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด 714 ล้านบาร์เรล ซึ่งอ้างอิงตามข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐ
ประเทศสมาชิก IEA ซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ด้วยนั้น จะอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของตน เนื่องจากนี่คือ “ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในการรับมือกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน”
IEA ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือร่วมกันต่อปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่หลังจากวิกฤตน้ำมันปี 1973
ลี ฮาร์ดแมน นักวิเคราะห์ค่าเงินอาวุโสธนาคาร MUFG ของญี่ปุ่นกล่าวกับฟรานซ์ 24 ว่า การปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่ม G7 จะชดเชยการไหลเวียนของน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซตามปกติได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขชั่วคราวเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
G7 เป็นเวทีทางการเมืองที่กําหนดวาระระดับโลก ขณะที่ IEA ทําหน้าที่เป็น “แขนความมั่นคงด้านพลังงาน” ที่จัดการกลไกที่แท้จริงของน้ำมันสํารอง
ประเทศกลุ่ม G7 ทั้งหมดเป็นสมาชิกสำคัญของ IEA ที่มี 32 ประเทศเนื่องจาก G7 เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกและผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุด โดยถือครองน้ำมันสํารองส่วนใหญ่ของ IEA ซึ่งเฉพาะสหรัฐและญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวคิดเป็นประมาณ 700 ล้านบาร์เรลจากปริมาณคลังทั้งหมด 1.2 พันล้านบาร์เรลของ IEA ดังนั้น G7 จึงเป็น “เครื่องยนต์” หลักที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของ IEA และเมื่อ G7 เห็นด้วยกับกลยุทธ์ด้านพลังงาน ก็มักจะทำผ่านกรอบงานที่มีอยู่แล้วของ IEA
ยกตัวอย่าง ในช่วงวิกฤต เช่น การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 หรือความตึงเครียดในตะวันออกกลางในขณะนี้ รัฐมนตรีการเงินและพลังงาน G7 ประชุมกันก่อนเพื่อส่งสัญญาณความเต็มใจที่จะดําเนินการ
จากนั้นสํานักเลขาธิการ IEA จะประเมินทางเทคนิคของอุปทานในตลาดและ “การประชุมพิเศษ” เพื่ออนุมัติการปล่อยอย่างเป็นทางการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนนี้
ราคาน้ำมันมาตรฐานพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีเมื่อ 9 มีนาคม แต่ราคากลับร่วงลง 11% ในวันถัดไป หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคาดการณ์ว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจยุติในเร็ววัน
สถานการณ์สงครามอิหร่านมีแนวโน้มจบเร็ว เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเปิดเผยกับซีบีเอส นิวส์ (CBS News) ว่า สงครามใกล้จบในเร็ว ๆ นี้ แต่เชื่อว่า ยังไม่ใช่ในสัปดาห์นี้ โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐได้ทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านลงไปอย่างมากและกำลังพิจารณายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานโลกที่สำคัญ อีกทั้งเตือนหากอิหร่านขัดขวางการจัดส่งน้ำมัน สหรัฐจะโจมตีหนักกว่าเดิมหลายเท่า
โดยคำเตือนพุ่งเป้าไปที่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งทรัมป์ระบุว่าอย่าคิดทำลายการไหลเวียนของพลังงานในช่องแคบ
ผู้นำสหรัฐยังยอมรับว่าราคาน้ำมันขึ้นผิดปกติจากสถานการณ์สู้รบ โดยพยายามให้กำลังใจนักลงทุนที่กังวลเรื่องราคาพลังงานมากขึ้นทุกขณะ ยืนยันว่าสหรัฐพยายามทำให้ราคาน้ำมันลดลง
เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่า ฝรั่งเศสและพันธมิตรกำลังทำงานร่วมกันเพื่อจัดตั้งภารกิจ “ป้องกันตนเองโดยแท้” เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งภารกิจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมัน เพื่อเปิดช่องแคบอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากผ่านช่วงที่รุนแรงที่สุดของความขัดแย้ง
อียูกล่าวว่าพร้อมที่จะเสริมกำลังปฏิบัติการทางทะเลในตะวันออกกลางเพื่อปกป้องเส้นทางการเดินเรือ หลังจากหารือกับผู้นำในภูมิภาคแล้ว
ฟิลิปป์ อากิออน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล กล่าวเมื่อ 9 มีนาคมว่า สงครามในตะวันออกกลางไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกพังทลายในระดับเดียวกับวิกฤตการเงินโลกปี 2008
“ผมมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชะลอตัว” เขากล่าวในรายการวิทยุ RTL “ผมไม่เห็นว่ามันจะพังทลายลง”
ตามข้อมูลจากเดอะ วอลสตรีต เจอร์นัล ซึ่งอ้างอิง Tradeweb เผยแพร่เมื่อ 11 มีนาคม 2026 ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในการซื้อขายข้ามคืน แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนใหม่ในตลาดน้ำมันหลังจากอิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ IEA เสนอให้ปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อลดราคาน้ำมันดิบ
ด้วยความสนใจในเรื่องราคาน้ำมัน ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์อาจได้รับความสนใจน้อยกว่าปกติ อีกเหตุการณ์หนึ่งที่นักลงทุนควรจับตาคือการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีของกระทรวงการคลังสหรัฐมูลค่า 39,000 ล้านดอลลาร์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐ อายุ 2 ปี ปรับตัวสูงขึ้น 0.7 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 3.573% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 0.8 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 4.143% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เพิ่มขึ้น 1.1 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 4.782%
อ่านข่าวต้นฉบับ: สงครามอิหร่าน วิเคราะห์ท่าที G7 โลกยังไม่ถึงจุดที่ชาติร่ำรวยยอมปล่อยน้ำมันฉุกเฉิน ?