จากกระแสสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันทั่วโลก ซึ่งโอกาสก็มีความเป็นไปได้ที่จะยืดเยื้อ รุนแรงขึ้น ขณะที่ ราคาน้ำมันในประเทศไทยก็มีความผันผวน รัฐบาลก็เร่งหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือประชาชน ระงับการส่งออก หาแนวทางในการส่งเสริมไบโอดีเซล เนื่องจากมีผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า ซึ่งต้องจับตาสับดาห์หน้าจะมีการพิจารณาค่าไฟ งวดต่อไป
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การดูแลพลังงานในประเทศ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ออกมาตรการ คือ การระงับส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาวและเมียนมา พร้อมกับประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันทยอยเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน จาก 1% เป็น 3% โดยจะเป็นทยอยปรับ ซึ่งสินเดือนมีนาคมนี้ เป็น 1.5% และสิ้นเดือนเมษายน เพิ่มเป็น 3% จะช่วยยืดระยะเวลาได้อีก 7 วันถ้าครบ
ขณะที่มาตรการถัดไปภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คือ มาตรการการเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล หรือ B100 จากเดิมที่ผสมในน้ำมันดีเซล 5% เป็น 7% ซึ่งจะช่วยลดการใช้เนื้อน้ำมันดีเซลที่เป็นฟอสซิลลงไป 2% ได้มีการประกาศออกไปทันที โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 นี้ เนื่องจากให้ผู้ค้าน้ำมันได้มีการเตรียมตัว ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยลดการใช้เนื้อน้ำมันดีเซลลง และช่วยส่งเสริสการใช้ B100 อีกทั้งผลผลิตปาล์มน้ำมันกำลังเข้าออกสู่ตลาด จึงไม่ต้องห่วงความเพียงพอของน้ำมันปาล์ม (CPO) ที่จะมาผสมเพิ่มทำ B100
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเพิ่มเติมว่าจะส่งเสริมไปถึง B10 และ B20 ได้อย่างไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าค่ายรถยนต์บางค่ายยังไม่ได้รับรอง แม้เราจะส่งเสริมให้มีการใช้ แต่ก็มีรายการรถยนต์บางยี่ห้อ บางรุ่น ที่ใช้ได้ ใช้ไม่ได้ซึ่งก็ต้องมีการศึกษาต่อไป แต่ที่ทำทันที B5 เป็น B7 ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ปัจจุบันในตลาดมีทั้ง E10 E20 และ E85 เข้าใจคือ E10 ผสมเอทานอลไป 10% E20 ผสมเอทานอลไป 20% กระทรวงจะมีการส่งเสริมใช้ E20 และ E85 เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันส่วนต่างราคาระหว่าง E10 กับ E20 ราคาต่ำกว่าปราะมาณ 2 บาทต่อลิตร แต่เราจะเพิ่มผลต่างให้ถูกไปอีกเป็นประมาณ 3 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจผู้บริโภคที่หลายยี่ห้อเติมได้ ดังนั้น หากเปลี่ยนมาใช้ E20 ก็จะประหยัดเงินได้ เรายังใช้เนื้อน้ำมันเบนซินก็น้อยลง และส่งเสริมการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นด้วยยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร เรื่องนี้จะเป็นมาตรการเพื่อสามารถนำมาใช้ได้ทันที
นายอรรถพลกล่าวว่า ที่ประชุม กบน. ยังมีมติตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ต่อไป เนื่องจากประกาศเดิมจะหมดเดือนมีนาคม 2569 นี้ ซึ่งจะตรึงออกไปอีก 2 เดือน ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมนี้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจราคาก๊าซ LPG จะไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นจนถึงเดือนพฤษภาคมนี้ และหลังจากนั้นจะมีการพิจารณาอีกครั้ง
ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ที่มีมาตรการในการตรึงราคา 15 วัน เมื่อครบกำหนดก้จะมีการพิจารณาอีกครั้ง ส่วนกลุ่มเบนซินก็มีการเข้ามาช่วยเหลือ แต่ไม่ได้ช่วยทั้งหมด เนื่องจากราคามีการขยับขึ้นบ้างตามราคาตลาดโลก แต่ก็มีการประสานว่าอย่าขยับขึ้นครั้งเดียวเยอะ ๆ และจะขยับทีเดียว 2-3 บาทต่อลิตรก็คงไม่ใช่ ค่อย ๆ ขยับ
นอกจากนี้ ในส่วนของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นำเข้าเกือบ 30-40 ลำ แต่จะมี 5 ลำ ที่มาจากกาตาร์ ออกมาจากช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว 2 ลำ อีก 3 ลำยังไม่ได้ออกมา เราไม่ได้นิ่งนอนใจจึงได้สั่งการให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดต่อหาแหล่งอื่นมาทดแทน ณ ปัจจุบันสามารถคอนเฟิร์มได้ 2 ลำ ส่วนอีก 1 รายจากผู้ค้าอีกรายกำลังรอคอนเฟิร์มอยู่ ซึ่งได้รับข้อเสนอมาแล้วยืนยันได้เลยว่า LNG ที่จะทดแทนกาตาร์ในช่วง 2 เดือนนี้ มาได้แน่นอน ในส่วน LNG ของกาตาร์นั่นก็ยังไม่ได้ยกเลิก หากสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ก็จะมาเพิ่มซึ่งเป็นผลประโยชน์มากขึ้น
ส่วนช่วงเดือนพฤษภาคม สั่งให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประชุมภายในสัปดาห์หน้า เพื่ออนุมัติการหาตลาด LNG ใหม่ที่จะมาทดแทน LNG จากกาตาร์ในช่วงพฤษภาคมนี้ หากสามารถดำเนินการได้ก็มั่นใจได้ว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว เชื้อเพลิงที่มาผลิตไฟฟ้า ไม่ขาดอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เรายังได้ทำงานประสานโดยหารือกับหลาย ๆ แหล่ง อาทิ มาเลเซีย ให้มีการผลิตเพิ่มซึ่งยืนยันว่าจะผลิตให้ ซื้อไฟฟ้าเพิ่มจาก สปป.ลาว ที่ผลิตได้จากน้ำ ได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้มีการเพิ่มกำลังการผลิตจากถ่านหิน หากเทียบก็เท่ากับ LNG 2 ลำที่นำเข้า ส่วนนี้ทำให้เรามีพลังงานใน 2 เดือนเกินกว่าความต้องการ
“หาก LNG ได้มาตามแผน พลังงานในอ่าวก็อาจจะชะลอไปก่อนได้ แต่ก็สามารถนำขึ้นได้หาก LNG ไม่มา ทั้งนี้ สามารถมั่นใจได้ว่าในเรื่องการขาดเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เราสามารถจัดการได้ไม่มีปัญหาใด แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้มีการประมาท เราก็ได้มีมาตรการปนระหยัดพลังงาน ซึ่งจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 2569”
สำหรับในส่วนราชการซึ่งปลัดกระทรวงพลังงานได้ส่งหนังสือไปยังทุกหน่วยงาน เรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น ตั้งอุณหภูมิเครื่องอากาศไปอยู่ที่ 26-27 องศา ถ้าไม่จำเป็นที่รับแขกการแต่งกายก็ขอไม่ต้องผูกไท ใส่สูท การใช้พลังงานอย่างประหยัด มีการปิดไฟในส่วนที่ไม่จำเป็น และเรื่องมาตรการ Work form Home และขอให้หน่วยงานมีการทำงานออนไลน์ได้ในการประชุม ขอความร่วมมือผู้ค้าที่มีปั๊มน้ำมันให้มีการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้ประชาชน ซึ่งจะประหยัดได้ ซึ่งช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงรณรงค์และขอความร่วมมือ
ส่วนมาตรการขั้นบังคับเราเตรียมแล้ว แต่ก็ต้องรอดูตามความเหมาะสม ระยะเวลาและความต้องการเป็นช่วง โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งก็มี 2 ปัจจัยสำคัญ คือ ปริมาณซัพพราย ราคา หากมีการขยับราคาขายปลีกในประเทศ ซึ่งเป็นส่งสัญญาณช่วยกันประหยัดแล้ว ณ วันนี้ ดีเซล ราคาใกล้ 30 บาทต่อลิตร ต่ำกว่าราคาปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่า 35 บาทต่อลิตร และจะกระทบต่อราคาสินค้าให้ปรับขึ้นไม่น่าจะเป็นปัจจัย ถึงแม้ราคาน้ำมันขยับขึ้นแต่ยังไม่เกินเพดาน 33-35 บาทต่อลิตร ซึ่งเราก็ต้องดูมาตรการขนานเพื่อดูแล
สำหรับอัตราค่าไฟฟ้ารอบใหม่ พ.ค.-ส.ค. 69 จะมีการพิจารณาในปลายเดือนนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอัตราค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร แต่จะพยายามให้ดีที่สุด
ส่วนการจัดหาน้ำมันดิบและ LNG จากรัสเซียนั้น ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากรัสเซียยังถูกมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาอยู่ ดังนั้นการโอนเงินซื้อน้ำมันจากรัสเซียมีความเสี่ยงอยู่ แม้ว่าขณะนี้สหรัฐจะผ่อนผันให้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ แต่น่าจะเป็นการผ่อนผันรายประเทศเท่านั้น
นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ขณะที่สถานะกองทุนก่อนหน้าปรับบวก 2,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้กลับมาติดลบอีกครั้งจากการที่มีเงินไหลออกประมาณวันละ 1,000 กว่าล้านบาท แต่ก็ขอย้ำว่าเป็นบทบาทและหน้าที่ของกองทุนที่ต้องเข้ามาดูแลในสภาพที่ราคาน้ำมันผันผวน และกองทุนน้ำมันฯเคยติดลบสูงสุด 120,000 ล้านบาท เมื่อปี 2565 แต่ก็ดีว่าก่อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทุนขึ้นมาบวกนิดหน่อย ทั้งนี้ สถานะกองทุนสามารถติดลบได้ในระดับหนึ่งรับได้ แต่ทั้งนี้ เราก็มีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงกฤษฎีกาเพื่อเตรียมการ เพื่อจะออก พ.ร.ก.กู้เงินกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งก็ต้องมีการพิจารณาหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
แต่ทั้งนี้ มีบางประเทศเริ่มมีการปล่อยน้ำมันออกมาโดยเฉพาะประเทศที่มีปริมาณสำรองสูง เช่น อินเดีย สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ ก็ช่วยผ่อนคลาย ขณะที่ ปตท.ก็ยังอยู่ระหว่างการหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม เพื่อความมั่นคงพลังงานของไทย อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสงครามหยุดลงเมื่อไร ราคาน้ำมันลงมาอย่างแน่นอน เพราะปริมาณน้ำมันโลกไม่ได้ขาดอยู่แล้ว
รายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า วันที่ 11 มี.ค. 2569 มีการอุดหนุนสูงขึ้นหลังจากสงครามอิหร่านในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงผันผวนแม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงก็ตาม สำหรับการอุดหนุนน้ำมันดีเซลล่าสุดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ลิตรละ 16.97 บาท เพื่อตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท ตามนโยบายการตรึงราคาให้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท ซึ่งเป็นการอุดหนุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับวันที่ 6 มี.ค. 2569 ที่อุดหนุนลิตรละ 9.57 บาท
ผลจากภาระการอุดหนุนดังกล่าว ทำให้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 มี.ค. 2569 ติดลบ 786 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวก 36,949 ล้านบาท แต่บัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบ 37,735 ล้านบาท
“ภายหลังครบกำหนด 15 วัน รัฐบาลจะนำปัจจัยทั้งหมดมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขต่อไป”
สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน ยังอยู่ที่ระดับเกือบ 30 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดือนตุลาคมที่รัฐบาลเริ่มเข้ามาบริหารงานซึ่งอยู่ที่ 31.94 บาท และต่ำกว่าระดับสูงสุดที่เคยขึ้นไปถึงเกือบ 35 บาท ดังนั้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีน้ำมันเป็นปัจจัยหลักจึงไม่ควรปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ และในทางทฤษฎีควรจะมีการปรับลดราคาลงด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับช่วงเดือนตุลาคม
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์นั้นมีหน้าที่ในการดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรมและปริมาณที่เพียงพอ ราคาสินค้าขายในราคาที่เหมาะสมห้ามกักตุน ส่วนสินค้าที่จำเป็นในการบริโภคปัจจุบันไม่มีการปรับขึ้นราคา เพราะเป็นสินค้าควบคุมภายใต้ กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งหากผู้ประกอบการจะขึ้นราคาสินค้าจะต้องยื่นข้อมูลมาที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูโครงสร้างราคาที่เปลี่ยนไป แต่ทั้งนี้ ขอย้ำว่ายังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอเพื่อขึ้นราคาสินค้า
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น ห้างวัสดุก่อสร้าง และสมาคมตลาด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าจากผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง พบว่า ประเทศไทยมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตอาหารสำเร็จรูปทุกประเภท และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสำเร็จรูปในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยยังไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นราคา
พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการทุกรายยืนยันว่าการจับจ่ายใช้สอยและการขนส่งสินค้ายังคงเป็นปกติ ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการและไม่มีการกักตุน โดยกรมได้ขอความร่วมมือให้ห้างร้านจัดเตรียมสินค้าและเติมให้เต็มชั้นวางอย่างสม่ำเสมอโดยไม่จำกัดการซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก พร้อมทั้งกำชับไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร และให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีผู้ผลิตรายใดแจ้งปรับราคาขอให้รีบแจ้งกรม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ทั้งนี้ หากพบความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ราคาน้ำมันผันผวน รัฐเร่งส่งเสริมไบโอดีเซล-คุมค่าไฟฟ้า-ติดตามราคาสินค้า