ท่ามกลางความผันผวนของโลกที่ถูกกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และทิศทางดอกเบี้ยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย (KAsset) เดินหน้ายกระดับโซลูชั่นการลงทุนเพื่อช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะยาว โดยชูแนวคิด Core Portfolio ที่กระจายการลงทุนทั่วโลก ผ่านกองทุน K-WealthPLUS Series ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นพอร์ตหลักสำหรับนักลงทุนในยุคแห่งความผันผวน
โดย “วิน พรหมแพทย์” CFA, ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งต่อยอดบทบาท Trusted Asset Manager ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมหาอำนาจ รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
“ภายใต้บริบทดังกล่าว บลจ.กสิกรไทยจึงพัฒนาโซลูชั่นการลงทุนที่เน้นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทและหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนได้ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง”
ช่วงที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม กองทุนในกลุ่ม K-WealthPLUS Series สามารถสะท้อนบทบาทของการเป็น Core Portfolio ได้อย่างชัดเจน โดยพอร์ตมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นในหลายช่วงเวลา
ตัวอย่างเช่น กองทุน K-WPULTIMATE สามารถสร้างผลตอบแทนปีนี้ (YTD) ได้แล้ว 1.6% ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีราว 8.5% สะท้อนการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทสามารถช่วยดูดซับแรงกระแทกจากตลาดและรักษาความต่อเนื่องของผลตอบแทนได้ (ข้อมูล Morningstar ณ 3 มี.ค. 69)
“ในสถานการณ์ที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า แต่คือการจัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ การกระจายการลงทุนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารพอร์ตในระยะยาว”
แนวคิดหลักของ Core Portfolio คือการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ, ตราสารหนี้ไทย, ตราสารหนี้ต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ ซึ่งการจัดสรรสินทรัพย์เช่นนี้ช่วยให้พอร์ตสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา คือช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง แม้ประเทศไทยไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ตลาดหุ้นไทยกลับได้รับแรงกดดันมากกว่าหลายตลาด ในขณะที่สินทรัพย์อื่น เช่น หุ้นต่างประเทศหรือทองคำ อาจช่วยลดผลกระทบต่อพอร์ตโดยรวมได้
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวทางการบริหารพอร์ตดังกล่าวสะท้อนผ่านการเติบโตของกองทุนในกลุ่ม K-WealthPLUS Series ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 84,000 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 126% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยปีนี้ตั้งเป้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนลูกค้า K-WealthPLUS Series จากประมาณ 10% ของลูกค้าทั้งหมดในปีที่ผ่านมา เป็น 20% ในปีนี้ จากการเติบโตทั้งเงินลงทุนใหม่ของลูกค้าและการที่ลูกค้าเดิมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตที่มีการจัดสรรสินทรัพย์แบบกระจายความเสี่ยง
ขณะที่ “วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์” CFA, กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า กองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ Pain Point ของนักลงทุนที่มักไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย โดยมีทีมผู้จัดการกองทุนร่วมกับที่ปรึกษาการลงทุนจาก J.P. Morgan Asset Management คอยปรับพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเริ่มเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทย หลังจากก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงทุนเลย พร้อมลดตราสารหนี้ไทยและเพิ่มตราสารหนี้ต่างประเทศที่มองว่ามีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยหุ้นไทยที่ให้ความสำคัญยังเป็นหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน สาธารณูปโภค และพาณิชย์
ทั้งนี้ มองว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านอาจยืดเยื้อ แต่ความรุนแรงไม่น่าขยายตัวมาก อย่างไรก็ตาม ยังคงเน้นกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ และทองคำ เพื่อรับมือความไม่แน่นอน
“กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปีนี้ประเมินไว้ที่ประมาณ 90 บาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนักวิเคราะห์ที่ราว 95 บาท เพื่อเผื่อความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก โดยมองว่าดัชนีหุ้นไทยบริเวณ 1,400 จุด เป็นระดับที่น่าสะสม และมีแผนทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในพอร์ตจากต่ำกว่า 1% ไปสู่ราว 5% ในระยะต่อไป”
อ่านข่าวต้นฉบับ: KAsset ชูโซลูชั่นลงทุน ปั้นยีลด์ฝ่า ‘สงคราม-ตลาดผันผวนสูง’
