ศูนย์พยากรณ์ฯประเมินผลกระทบการโจมตีอิหร่านของสหรัฐ-อิสราเอล ไว้ 3 กรณี ยาวสุด 6 เดือนโอกาสเกิดขึ้น 10% ขณะที่ 3 เดือน โอกาสเกิด 45% จะกระทบต่อ GDP ไทยเกือบ 2 แสนล้านบาท รัฐต้องใช้กองทุนแบกรับ 72,530 ล้านบาท แนะ 5 ข้อลดแรงกดดันด้านพลังงาน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์ฯ ได้ประเมินผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐ-อิสราเอล ภายใต้ผลกระทบการสู่รบ ซึ่งสงผลกระทบต่อการปิดช่องแคปฮอร์มุซ โดยเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่ใช้ในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ถึง 20% หรือคิดเป็น 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปัจจัยนี้ยังมีผลต่อสภาวะเศรษฐกิจและพลังงาน ซึ่งได้ทำการประเมินไว้ใน 3 รูปแบบ คือ
กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะสั้น ประมาณ 1 เดือน คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์ต่อ MMBTU ความขัดแย้งจำกัดวงและคลี่คลายได้เร็ว ซึ่งมีโอกาสเกิด 45% โดยจะมีผลทำให้ต้นทุนพลังงาน ประกอบด้วย น้ำมัน ก๊าซ เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35% ขณะที่ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 17,286 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาทต่อลิตร มีผลทำให้รายได้หายไป 9,265 ล้านบาท รวมคาดการณ์ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 26,551 ล้านบาท
กรณีที่ 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ ประมาณ 3 เดือน คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์ต่อ MMBTU สงครามยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน ซึ่งมีโอกาสเกิด 45% ต้นทุนพลังงาน น้ำมัน+ก๊าซ เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 1.07% ขณะที่ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 44,736 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาทต่อลิตร หายไป 27,794 ล้านบาท รวมที่รัฐบาลต้องแบกรับ 72,530 ล้านบาท
กรณีที่ 3 สงครามขยายวงกว้าง ประมาณ 6 เดือน คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์ต่อ MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ ซึ่งมีโอกาสเกิด 10% ต้นทุนพลังงาน น้ำมัน+ก๊าซ เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31% ขณะที่ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 96,186 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาทต่อลิตร หายไป 55,588 ล้านบาท รวมที่รัฐบาลต้องแบกรับ 151,774 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ได้นำเสนอมาตรการบริหารราคาพลังงาน การยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ และลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ คือ 1.ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร โดยการขยับเพดานขึ้นครั้งละ 0.50-1.00 บาท ไปจนถึงระดับราคาที่ 35 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯรายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ 2.เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง
3.กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยในช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาท/ลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร 4.ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลงจากเดิม 3-5 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยลดผลภาระประชาชนได้โดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ แต่ถือเป็น Cost ที่คาดการณ์ได้ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน 5.มาตรการประหยัดพลังงาน และรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้
นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า จากการประเมินความน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้นประมาณ 2 เดือน และจะกระทบ GDP ไทยประมาณ 1% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะโตในกรอบ 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น มีผลทำให้ GDP ไทยจะโตน้อยกว่า 1% หรือหดตัวได้ ซึ่งก็จะเป็นไปทิศทางเดียวกันทั่วโลก แต่ทั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลจะหามาตรการเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การนำกองทุนน้ำมันฯเข้ามาช่วยเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ
“หากฐานะกองทุนน้ำมันฯสูงระดับแสนล้านบาท ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้ภาษีสรรพสามิตเข้ามาเป็นเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันแทน เพราะไม่เช่นนั้นกองทุนน้ำมันฯจะมีภาระหนี้ในระดับที่สูงมาก แต่ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตถือเป็นฐานสำคัญในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เพื่อทำให้การจัดเก็บรายได้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ”
อย่างไรก็ดี การดูแลราคาพลังงานของรัฐบาลก็ต้องการให้เข้ามาดูแลในส่วนของผู้ประกอบการด้วย นอกจากช่วยเหลือภาคประชาชน เพราะหากไม่เข้าไปดูแลผู้ประกอบการก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะมีโอกาสที่ผู้ประกอบการเองก็จะผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ ทั้งนี้ จะเห็นสัญญาณได้ทันที คือ เรื่องของการขึ้นราคาค่าขนส่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาดูแลต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ศึกอิหร่านยืด 3 เดือน โอกาสฉุด GDP ไทย 2 แสนล้าน กองทุนน้ำมันฯเสี่ยงติดลบพุ่ง