ธุรกิจพลังงานงัดแผนรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง “PT” ยอมรับต้นทุนเพิ่ม 200-300 ล้าน เพิ่มสำรองน้ำมันให้ได้ 30 ล้านลิตร ตามนโยบายกระทรวงพลังงาน การันตีปั๊มไม่มีกักตุน กลัวลูกค้าไม่แฮปปี้แล้วตีจาก ยันปีนี้ยังเดินหน้าลงทุนเพิ่ม 4-5 พันล้าน ขณะที่ EGCO เตรียม 3 หมื่นล้านลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง โฟกัสที่พลังงานทดแทน มองยาววันที่โลกผันผวนจะได้เจ็บตัวน้อยสุด
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PT กล่าวว่า จากเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานทั่วโลกในขณะนี้ ยอมรับว่าเกิดความตื่นตระหนก มีการกักตุนน้ำมันไว้ใช้ เนื่องจากประชาชนไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามจะยืดเยื้อนานแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการกักตุนน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อประชาชนรับรู้ว่ารัฐบาลมีแผนบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างไร โดยขณะนี้ราคาน้ำมันดิบโลกแตะที่ 90 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเมื่อถึงวันที่ 17 มีนาคม 2569 สิ้นสุดการตรึงราคาน้ำมันในประเทศ 15 วัน เชื่อว่าผู้ค้าจะเริ่มขยับขึ้นราคาลิตรละ 2 บาท ราคาดีเซลน่าจะไปแตะที่ 31.94 บาท/ลิตร หรือจะทยอยขยับครั้งละ 50 สตางค์ เพื่อให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องชัดเจนว่าจะให้ขยับขึ้นเท่าไร ทยอยขึ้นได้กี่ครั้ง
“ไม่มีผู้ค้ารายใดตุนน้ำมันเอาไว้เพราะรัฐมีวิธีตรวจสอบ ทั้งหน้าปั๊มและที่คลังน้ำมัน สิ่งสำคัญคือถ้าเราตุนไว้ไม่ขายมันผิดกฎหมาย ลูกค้าไม่แฮปปี้ ต่อไปลูกค้าจะไม่มาเติมที่ปั๊มเรา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เรากลัวที่สุด ย้อนไปปี 2008 (2551) ราคาน้ำมันมันเคยขึ้นไปสูงถึง 140 เหรียญ/บาร์เรล พอเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนักจากระดับสูงสุดเหลือเพียง 40 เหรียญ/บาร์เรลในเวลาไม่กี่เดือน
ดังนั้น การบริหารจัดการเรื่องสต๊อกน้ำมันโดยเฉพาะสำหรับภาคการเกษตรที่ต้องใช้ปริมาณมาก เขาเคยซื้อแบบไหนเราก็ขายแบบนั้น จะเติมกี่ร้อยลิตรเราก็ต้องขาย ส่วนน้ำมันเราก็ซื้อจากโรงกลั่นในประเทศทุกรายที่กลั่นอยู่ตอนนี้ เราฝากไว้ที่คลังได้ ดังนั้นถ้าวันใดที่ราคาน้ำมันโลกดิ่ง เราก็ไม่ได้รับความเสี่ยงอะไร เพราะภาษีสรรพสามิตจะเกิดขึ้นในวันที่เราขนออกมาจากคลัง”
นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับการสำรองน้ำมันที่มีไว้ 95 วันนั้น หากบริษัทเพิ่มการสำรองน้ำมันตามแผนจะทำให้จำนวนการสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 7 วัน ดังนั้น PT จะมีน้ำมันสำรองถึง 102 วัน
ในส่วนของ PT ปัจจุบันมีการสำรองน้ำมันไว้ที่ 1% ตามกฎหมายอยู่แล้วหรือปริมาณราว 10 ล้านลิตร หากต้องสำรองน้ำมันเพิ่มเป็น 3% ตามคำสั่งของกระทรวงพลังงาน หมายความว่า บริษัทต้องเพิ่มปริมาณให้อยู่ที่ 30 ล้านลิตร หรือจากเดิมอีก 20 ล้านลิตร
โดยในส่วนนี้จะส่งผลให้ต้นทุนของบริษัทอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไร ขณะที่แผนการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมเงินไว้ที่ 4,000-4,500 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นธุรกิจ Nonoil 2,000 ล้านบาท ตั้งเป้าสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,300 แห่ง ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย 3,000 สาขา
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ EGCO Group ในระดับที่จำกัด เนื่องจากโครงการที่มี PPA หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าค่าเชื้อเพลิงมีกลไกส่งผ่านค่าเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อไฟฟ้า (Off-taker) ในขณะที่โครงการที่ขายไฟฟ้าใน Pool Market ค่าไฟฟ้าจะสะท้อนค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทมีการสำรองเชื้อเพลิงที่เพียงพอและมีระบบขนส่งที่ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางความขัดแย้งโดยตรง ทำให้มั่นใจว่าการผลิตไฟฟ้าจะไม่หยุดชะงัก รวมทั้งบริษัทมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย (Diversified Portfolio) ทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า (Renewable & Conventional) และธุรกิจอื่น ๆ ช่วยลดการกระจุกตัวของความเสี่ยง
ดังนั้น ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ปี 2569 EGCO Group จึงเตรียมงบฯลงทุนไว้ 30,000 ล้านบาท ทั้งหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการและการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ โดยต่อยอดและเน้นลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว 7 ประเทศการโฟกัสลงทุนในส่วนของพลังงานหมุนเวียน จึงเป็นการลดความเสี่ยงในระยะยาว หากเกิดเหตุวิกฤตพลังงานขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: ธุรกิจพลังงานงัดแผนสู้วิกฤต PTแบกต้นทุน300ล้านเพิ่มสำรองน้ำมัน