การเติบโตของอาเซียนปัจจุบันได้แรงหนุนจากจีน ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ขณะที่ประเทศไทยมีการลงทุนจากญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และจีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญในชลบุรีและระยอง ขณะเดียวกัน เวียดนามเองก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ มีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากและพื้นที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ สปป.ลาว ก็กำลังพัฒนาสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุน ทั้งนี้ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับนโยบายและการบริหารจัดการที่เหมาะสมในแต่ละประเทศ
ล่าสุด นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้เปิดมุมมองผ่านงานแถลงข่าว อมตะ กรุ๊ป ถึงการขยายตัวของการลงทุนของอมตะในช่วงที่ผ่านมา
การเติบโตของเศรษฐกิจในอาเซียนปัจจุบันมีค่อนข้างสม่ำเสมอ สาเหตุคงมาจากจีน เพราะเมื่อเปรียบเทียบอาเซียนมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของจีน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ หรือประชากร ขณะที่จีดีพีของเราแค่ 20% เทียบจีดีพีของจีน ถึงจุดหนึ่งที่เรียกว่า จีนเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกไปแล้ว การที่เราได้ประโยชน์จากจีน คงจะเห็นว่าจีนตอนนี้เข้ามามากที่สุด
การดำเนินงานของอมตะ กว่าครึ่งเป็นการเข้ามาลงทุนจากจีน ซึ่ง 2 ส่วนผ่านสิงคโปร์ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็ผ่านฮ่องกง ฉะนั้น วันนี้ถ้าเรามองว่า สิ่งที่จีนจะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ ก็เหมือนญี่ปุ่น ที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ เข้ามาในภูมิภาค ตามด้วยไต้หวัน เกาหลี และจีน ส่งผลให้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เรียกว่ากว่า 70% ก็จะเป็นลูกค้าที่มาจากเมืองจีน สาเหตุเป็นเพราะจีนได้ดุลการค้ากับประเทศต่าง ๆ ปีที่แล้วจีนได้ดุลการค้าและทั่วโลกประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล
“เมื่อดูประเทศไทยในที่ผ่านมาก็ถือว่ามีการเติบโตค่อนข้างดี เมื่อญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน อมตะมีโรงงานญี่ปุ่นเข้ามาเป็นลูกค้า ประมาณ 760 โรงงาน ฉะนั้น ญี่ปุ่นถือว่าเป็นตัวหลักในอดีต ส่วนจีนมาอยู่ในประเทศไทย เมื่อประมาณซักเกือบ 20 ปีที่แล้ว โรงงานจีนก็มีอยู่ที่ระยอง ฉะนั้น คนที่จะผู้เป็นเล่นรายใหญ่ในปัจจุบันและในอนาคต คือ ญี่ปุ่น จีน แล้วก็ไต้หวัน”
จากภาพรวมทั้งหมดในอาเซียน เรามองว่า เวียดนามน่าจะมาแรงที่สุด เพราะนโยบายของรัฐบาลเวียดนามเป็นนโยบายที่ต่อเนื่อง มีเป้าหมายเด่นชัด คือ เน้นเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะการลงทุนจากต่างประเทศถือว่าเป็นเงินของต่างประเทศ ถ้าจะขาดทุนก็เป็นเรื่องของต่างประเทศ ไม่เกี่ยวกับเวียดนาม ฉะนั้น ประเทศเวียดนามมีนโยบายที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุน ส่งผลให้มีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง ในขณะที่ประเทศไทยเรามีแค่ 70 แห่ง แล้วเวียดนามมีพื้นที่นิคมในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมากว่า 800,000 กว่าไร่ ในขณะที่ไทยมีพื้นที่แค่ 200,000 กว่าไร่
ฉะนั้น เมื่อพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมเยอะ ก็ทําให้เกิดการลงทุนทางด้านเกี่ยวกับอุตสาหกรรม และกลุ่มที่ไปลงทุนในเวียดนาม รายใหญ่มีมูลค่าเงินลงทุน ตั้งแต่ 20,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ เช่น จากไต้หวัน จากเกาหลี ซึ่งมีโรงงานในเวียดนามกว่า 10,000 โรงงาน แต่อยู่ในประเทศไทยประมาณกว่า 400 โรงงาน
“เหตุผลที่มีการลงทุนเข้าเวียดนามเยอะ ก็เพราะถนนดี มีการวางโครงการตั้งนิคมที่เหมาะสม มีการวางแผนขยายพื้นที่นิคมเป็น 1.3 ล้านไร่ ในอีกประมาณไม่เกิน 3 ปี และเวียดนามยังมีโครงการใหม่เพิ่มเติม ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงที่มาจากจีน มาถึงสนามบินฮานอย ไปไฟฟอง ที่มีท่าเรือน้ำลึก และอีก 5 ปีรถไฟความเร็วสูงที่บรรทุกคนและสิ่งของก็จะสำเร็จ ทั้งหมดนี้ทำให้เวียดนามมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามา”
ส่วน สปป.ลาว ก็มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของสิทธิประโยชน์ เพราะเขามีจุดอ่อนเรื่องของทำเล เขาก็เพิ่มสิทธิประโยชน์ ใน 30 ปี จะไม่เสียภาษี 100% ขณะที่ของประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ 8 ปี ไม่เสียภาษี 100% แล้วก็จะลดอีก 50% อีก 5 ปี ขณะที่ภาษีรายได้ส่วนบุคคล สปป.ลาวเก็บแค่ 5% ตลอดการทํางาน แล้วยังมีการให้นําเข้าแรงงานจากอาเซียน แล้วก็จีน และ 95% ไฟฟ้าใน สปป.ลาว เป็นไฟฟ้าสีเขียว ราคาที่ดินก็ถูกกว่าไทยตามทำเลประมาณ 5 เท่า
แต่อย่างไรก็ดี สปป.ลาวไม่ได้ขายขาดที่ดินเหมือนเมืองไทย ตอนนี้มองว่าประเทศข้างบ้านเราไปได้ดี นั่นก็เลยเป็นสาเหตุที่ทําให้ อมตะ มีนโยบายอยู่ในประเทศไทย และเวียดนาม
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ผมคิดว่ามันอยู่ที่นโยบาย ผมพูดได้เลยว่าในแง่ของทําเลนะ ประเทศไทยมีทําเลที่ดีมาก คือ ต่อไปรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากจีนที่จะวิ่งไปอาเซียน ต้องผ่านกรุงเทพฯแห่งเดียว ไม่มีทางที่จะไปที่ไหนและถนนไฮเวย์ ต้องผ่านที่กรุงเทพฯ ทำเลประเทศไทยดี มากกว่านั้นคือ ไทยไม่มีภัยธรรมชาติ ไม่มีไต้ฝุ่น ไม่มีแผ่นดินไหว ครั้งที่แล้วที่เกิดแผ่นดินไหว เป็นแค่ออร์เดิร์ฟ ขนาดเจดีย์นครปฐมไม่ได้รับผลกระทบ ที่เกิดเหตุการณ์ก็เพียงเพิ่มความมั่นคงให้ตึกให้มีความแข็งแรงหน่อย อีกทั้งเรามีวัฒนธรรมที่แข็งแรง
ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนโยบายการบริหารการลงทุน ที่กล่าวมานั้น อย่าไปท้อว่าไทยแย่ มันอยู่ที่นโยบาย หลายประเทศประสบความสำเร็จก็มาจากนโยบาย เช่น ดูไบ สิงคโปร์ ไม่มีอะไรดีกว่านโยบาย ขณะที่ประเทศไทยเรามีดี แต่ขึ้นอยู่กับมุมมอง วิธีที่จะทําเรื่องนโยบาย ถ้าเอานโยบายแบบดูไบ นโยบายแบบสิงคโปร์ ฮ่องกง เอามาใช้ที่เมืองไทย เราอาจจะรวยขึ้น
“วันนี้ประเทศไทยมีทุกอย่าง แต่อยู่ที่ตรงนโยบายว่าจะต้องส่งเสริม จะต้องแข่งขันในการที่จะดึงดูดการลงทุน ทุกวันนี้ผมไปไหน คุยแต่เรื่องไปลงทุนในเวียดนาม เพราะว่าเวียดนามนโยบายดี ดังนั้น นโยบายของอมตะ เราจะไม่เอาไข่ไปใส่อยู่ในตะกร้าใบเดียว”
ส่วนเรื่องของการบริหารงานของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสรรหาคนที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ในแต่ละหน่วยงานก็ถือว่าเหมาะสม ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบันที่เจอกับปัญหาหลายด้าน ถือว่ามีความเสี่ยงอย่างมาก ก็คงต้องติดตามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะไปไกลมากน้อยแค่ไหน เพราะหากเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีความมั่นคง โอกาสเติบโตก็จะน้อยลง ดังนั้น ความสำคัญในตอนนี้คือ เรื่องของราคาน้ำมัน และประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันขึ้นก็มีผลกระทบ ขณะที่การลงทุนในประเทศก็มีไม่มาก ต้นทุนสูงก็จะกระทบ ดังนั้น ต้องเตรียมเหนื่อย ต้องระมัดระวัง อย่าซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงนี้
แต่อย่างไรก็ดี เราจะไม่มองหาโอกาสในการดึงเศรษฐีจากประเทศต่าง ๆ แต่เราจะสนใจเงินลงทุนที่มีประโยชน์ ไม่ใช่เทา ไม่ใช่ดำ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ไปสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์มีนโยบาย มีกฎหมายที่เอื้อต่อการตั้งบริษัท ทุกวันนี้มีเงินล่องลอยอยู่ตามอากาศ แล้วแต่เราจะไขว่คว้า หากเราให้สิทธิประโยชน์ ก็จะมีคนสนใจมาลงทุน ซึ่งเรามีจุดแข็งหลายด้าน เชื่อว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ส่วนจุดอ่อนก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่าจะมีมุมมองอย่างไร
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘อมตะ’ ฉายภาพลงทุนอาเซียน ชี้เวียดนามเนื้อหอมเพราะนโยบายรัฐ