ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เริ่มก่อตัวมายาวนานนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รุ่งเรืองอย่างมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศญี่ปุ่น ที่อุตสาหกรรมนี้ถือเป็น Growth Engine สำคัญในการพลิกโฉมประเทศสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ก่อนเข้าสู่ยุคโทรศัพท์มือถือยุคแรกไปจนถึงการพัฒนาสารพัดสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ นั่นยิ่งทำให้การจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ทวีความสำคัญขึ้นมาก
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับทีมวิศวกรและพนักงาน “โดวะ กรุ๊ป” บริษัทรีไซเคิลชั้นนำของญี่ปุ่น เกี่ยวกับเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงบริษัทอายุ 100 ปี สู่ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน จากการ “ถลุงแร่ในเหมือง” สู่ “ถลุงแร่ในเมือง” อันนำไปสู่บทเรียนที่ทำให้บริษัทที่ทำรีไซเคิลอย่างเดียวอยู่รอด และมีมูลค่าถึง 3.7 พันล้านเหรียญ ได้อย่างไร
อะไรคือเบื้องหลังของความสำเร็จของการจัดการต้นทุน รวมถึงความสำเร็จของการจัดการ E-Waste ของประเทศ
ในปี ค.ศ. 1888 “ฟูจิตะ เบนซาโบโร” เข้าซื้อเหมืองแร่โคซากะจากรัฐบาล แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท Fujita-gumi ซึ่งเหมืองแห่งนี้กลายเป็นแหล่งผลิตแร่เงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ซึ่งมีการปฏิวัติเมจิ ที่เปลี่ยนประเทศจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมที่มีความทันสมัย ทำให้มีความต้องการแร่สำคัญ
ต่อมาแร่เงินเริ่มหายาก จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยี Flash Smelting เพื่อสกัดทองแดง ทอง และเงินจาก “แร่สีดำ” (Black Ore) ซึ่งเกิดจากการทับถมของมหาสมุทรที่มีจำนวนมากกว่าสายแร่บริสุทธิ์เดิม เพราะภายในแร่สีดำก้อนเดียวประกอบด้วย ทองแดง เงิน และทองคำอยู่ แม้ว่าจะมีขั้นตอนซับซ้อนกว่า แต่อัตราส่วนแร่สำคัญมีสูงกว่าแร่ปกติ ทำให้บริษัทแตกแขนงมาทำกิจการ “ถลุงแร่” จากเหมืองเต็มตัว และกลายเป็นผู้ผลิตทองแดงอันดับหนึ่งในปี 1907
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Dowa และเริ่มเข้าทำธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในปี 1965 ซึ่งการเติบโตของธุรกิจนี้ เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับทรัพยากรแร่บนพื้นดินเริ่มหมดไป และปัญหาขยะอุตสาหกรรมเริ่มลุกลาม
และในช่วงปี 1970-1990 ญี่ปุ่นมีการใช้กฎหมายควบคุมมลพิษจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม Dowa ซึ่งมีรากฐานจากการทำเหมืองและโรงถลุง จึงได้นำความเชี่ยวชาญด้านการแยกแร่และเทคโนโลยีการสกัดโลหะมาใช้ในการจัดการกากอุตสาหกรรมแทน
กระทั่งในปี 2001 ญี่ปุ่นบังคับใช้กฎหมายรีไซเคิลเครื่องใช้ไฟฟ้า (Home Appliance Recycling Law) ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบการรีไซเคิลเครื่องซักผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์ และเครื่องปรับอากาศ
ทำให้ Dowa สบโอกาสที่จะยุติการทำเหมือง และการถลุงแร่ พร้อมกับเบนเข็มเข้าสู่ธุรกิจรีไซเคิล
มีการนำเทคโนโลยีการสกัดแร่ดำ และการกำจัดขยะอันตรายตามกฎหมาย เช่น สาร PCB (Polychlorinated Biphenyls) ซึ่งเป็นส่วนประกอบในชิปและแผงวงจร โดยได้รับอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่นให้ดำเนินการเตาเผาขยะปนเปื้อน PCB ความเข้มข้นต่ำ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสารอันตราย ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการควบคุมมลพิษ
โดย Dowa ได้จัดตั้งโครงข่ายการรีไซเคิลที่ทันสมัยเพื่อรองรับกฎหมายนี้ และนำขยะจากครัวเรือนมาผ่านกระบวนการสกัดโลหะมีค่า (Precious Metals) เช่น ทอง เงิน และทองแดง กลับมาใช้ใหม่ และหันมามุ่งเน้นการจัดการ “ขุดแร่ในเมือง” จากขยะ E-Waste จำนวนมหาศาลที่รัฐบาลบังคับให้ต้องจัดการอย่างถูกต้อง
และในปี 2006 บริษัทได้ปรับโครงสร้างเป็น Dowa Holdings Co., Ltd. แบ่งการบริหารเป็น 5 ธุรกิจหลัก ได้แก่ การจัดการสิ่งแวดล้อม, โลหะนอกกลุ่มเหล็ก, วัสดุอิเล็กทรอนิกส์, การแปรรูปโลหะ และการอบชุบความร้อน เพื่อขยายความครอบคลุมการจัดการ E-Waste ให้ครบวงจร
“ทีมงานโดวะกรุ๊ป” บอกว่า ชิ้นส่วนแผงวงจร และส่วนประกอบอื่น ๆ ไม่ได้มีแค่ทองคำ แต่มีแร่สำคัญอีกมาก เหมือนกับแร่ดำ ต้องใช้กรรมวิธีลักษณะเดียวกันทำให้ครบวงจร จึงต้องทำกรรมวิธีไม่ต่างจากการถลุงแร่จากขยะอิเล็กทรอนิกส์
และ 2 ใน 12 บริษัทย่อย คือ Eco Recycle และ Kosaka Smelting & Refining ภายใต้ Dowa Holding มีการทำงานประสานและแตกต่างกัน ซึ่ง Eco Recycle เป็นโรงงานที่รับ E-Waste ทุกชนิด เข้าสู่กระบวนการถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปรีไซเคิลให้มากที่สุด ภายใต้กฎหมายการจัดการ E-Waste ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด
สถิติการแยกขยะในปี 2567 พบว่าจากเครื่องใช้ไฟฟ้า 11,100 เครื่อง แยกออกมาเป็น หลอด LED, จอ, แผงวงจรที่ต้องส่งไปที่โรงงานอีกแห่งในการกำจัด ขยะที่แร่ธาตุที่สำคัญคือ ทอง แยกออกมาได้ 713 กรัม, เงิน 3,585 กรัม และทองแดง 229 กิโลกรัม จะเหลือเป็นฝุ่นประมาณ 9% ที่รีไซเคิลไม่ได้ และต้องถูกฝังกลบ
ส่วนของ Kosaka Smelting & Refining เป็นโรงงานที่หลอมชิ้นส่วนของ E-Waste เช่น แผงวงจรในโทรศัพท์มือถือ มีองค์ประกอบของโลหะมีค่าหลายชนิด เช่น ทอง เงิน ทองแดง เป็นต้น
“โรงหลอมนี้เป็น 1 ใน 3 ของโลกที่สกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด ทำให้เป็นองค์กรชั้นนำและหัวใจสำคัญของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก เรียนรู้เทคโนโลยีการรีไซเคิลขั้นสูง”
ทีมงาน Dowa เน้นย้ำว่า คีย์ความสำเร็จของบริษัทนอกจากเทคโนโลยี และประสิทธิภาพการขนส่งที่ครอบคลุมแล้ว มาจากกฎหมายที่ชัดเจน และการบังคับใช้เข้มงวด ทำให้กระบวนการรวบรวมขยะจากทั้งเกาะมีประสิทธิภาพ และพร้อมกระจายไปยังต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย แม้จะยังมีสัดส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รวบรวมได้น้อย และยังไม่มีกฎหมายบังคับที่ชัดเจน ทำให้การลงทุนทำระบบรีไซเคิลครบวงจรอาจยังไม่คุ้มค่า
E-Waste จำนวนมหาศาลในเมืองปัจจุบันประกอบด้วยแร่ธาตุสำคัญจำนวนมาก จากการวิเคราะห์ของ Market Research Future พบว่าตลาดรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าประมาณ 3.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตจาก 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 1.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2035 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 13.4% ในปี 2025-2035
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น กฎระเบียบเข้มงวดในหลายประเทศ และความต้องการสกัดโลหะมีค่า ทอง, ทองแดง, ลิเทียม เพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเองทางทรัพยากร
โดยยุโรป-อเมริกาเหนือ ยังครองตลาดการรีไซเคิล E-Waste ใหญ่สุด ขณะที่เอเชียเป็นแหล่งผลิตขยะหลัก
ในอุตสาหกรรมรีไซเคิล การกู้คืนโลหะมีค่า (Metal Recovery) เป็นส่วนที่ทำกำไรสูงสุด (มากกว่า 50% ของรายได้) จากการสกัดทองคำ ทองแดง และโลหะพื้นฐานจากแผงวงจร และยังมีการนำ AI, หุ่นยนต์ และระบบเซ็นเซอร์มาใช้ในการคัดแยกและรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
สำหรับประเทศไทย ภาคเอกชนกำลังเดินหน้าสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อรองรับกระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยให้ครบวงจรที่สุด ขณะที่กฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่ เพื่อแยกให้ชัดจากกฎหมายอื่น ๆ เช่น ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องขยะ E-Waste, พ.ร.บ.โรงงาน, พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
“สายชล ทรัพย์มากอุดม” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS กล่าวว่า บริษัทร่วมมือกับพาร์ตเนอร์จำนวนมาก ตั้งแต่กลุ่มเซ็นทรัล, ไปรษณีย์ไทย และสายการบิน เป็นต้น โดยทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน “AIS HUB of E-Waste” ศูนย์กลางการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย มุ่งนำขยะทุกชิ้นเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธี ตามหลัก Zero E-Waste to Landfill
“กลุ่มเซ็นทรัลสนับสนุนการขยายเครือข่ายจุดรับทิ้งในพื้นที่ศูนย์การค้าทั่วประเทศ เชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับระบบบริหารจัดการขยะที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนทิ้ง E-Waste ได้สะดวกและถูกต้อง แม้ในประเทศไทยมีโรงงานบางส่วนที่รับขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไปแยกชิ้นส่วนก็จริง แต่กลับพบว่าไม่ใช่การแยกแบบครบวงจร แต่แยกเพื่อต้องการเอาแค่ทอง ส่วนที่เหลือไม่มีการกำจัดที่ถูกต้อง กลับนำไปทิ้งตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา”
การผนึกพันธมิตรหลายภาคส่วนจึงช่วยสร้างอีโคซิเต็มการขนส่ง และจัดการขยะ E-Waste ได้ครอบคลุม และจะนำไปสู่ความคุ้มค่าในการสร้างระบบจัดการครบวงจรตามหลัก Zero to Landfill เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
ล่าสุด พันธมิตรกว่า 260 องค์กร มีจุดรับ E-Waste กว่า 3,200 จุดทั่วประเทศ รวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธีแล้ว 1,212,272 ชิ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 556,573 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็น 10% ของศักยภาพการจัดเก็บ E-Waste ในประเทศไทย”
กรณีตัวอย่างของญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่ากระบวนการรวบรวมและจัดเก็บ E-Waste ที่ 10% ยังคงห่างไกล แต่ในอนาคต “AIS HUB of E-Waste” จะเกิดศูนย์การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยให้ครอบคลุม ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของประชาชนในการทิ้ง E-Waste อย่างถูกวิธี พร้อมพัฒนาระบบติดตามและวัดผลการรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และยกระดับการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ
“เรายังพัฒนาระบบการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดการ E-Waste มี Carbon Baseline สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย เพื่อคำนวณผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การลดการฝังกลบ รวมถึงพัฒนาเครื่องมือวัดผล Environmental Impact ที่สะท้อนผลลัพธ์จากการรวบรวมและรีไซเคิล E-Waste ได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ขณะเดียวกันยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์ม HUB of E-Waste เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีการพัฒนา Platform และ Dashboard สำหรับแสดงข้อมูลปริมาณ E-Waste ที่รวบรวมได้ รวมถึงข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการรีไซเคิล เพื่อสร้างความโปร่งใสและสามารถวัดผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน
อ่านข่าวต้นฉบับ: สร้างอีโคซิสเต็ม E-Waste พลิกโฉมเหมืองแร่สู่ ‘เหมืองในเมือง’
