“ดร.พิพัฒน์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP มองไทยพึ่งพานำเข้าน้ำมันสูงสุดในภูมิภาค 6.5% ของจีดีพี และนำเข้าก๊าซ LNG 45% เจอช็อกทั้งน้ำมัน-ก๊าซ ชี้หากราคาพุ่งสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล-ค้างนาน 6 เดือน กดจีดีพีโตต่ำเหลือ 0.7% แนะรัฐเลิกชดเชยราคา มองไทยไม่อยู่สถานะตรึงราคา หวั่นแบกภาระกระทบพื้นที่การคลัง ย้ำควรปรับราคาสมเหตุสมผล-ช่วยคนเดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม ย้ำเงินเฟ้อไม่พุ่งสูงแตะ 8-9% เหมือนในอดีต
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP กล่าวว่า จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง KKP ร่วมกับ Bank of America Securities ประเมินผลกระทบไว้ 2-3 สมมุติฐาน ได้แก่ 1.สถานการณ์จบเร็ว ปริมาณน้ำมันกลับมาได้ภายในเดือนเมษายนนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ในปีนี้เฉลี่ยจากกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มเป็น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กรณี 2.สงครามขยับไปในไตรมาสที่ 2/2569 ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันหายไป (Supply Lost) ทำให้ราคาน้ำมันไม่ได้กลับไปเหมือนเดิม คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 3.กรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูง (Over Shoot) ค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ หากดูผลกระทบต่อประเทศไทย โดยไทยมีการนำเข้าน้ำมันสูงถึง 6.5% ของจีดีพี สูงสุดในภูมิภาค เมื่อเทียบสิงคโปร์อยู่ที่ 4% ของจีดีพี โดยการนำเข้าดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 58% นอกจากนี้ไทยนำเข้าปิโตเลียมเหลว (LNG) สูงขึ้น แม้ว่าจะผลิตได้เอง 55% แต่มีการนำเข้า 45% ส่วนหนึ่งมาจากเมียนมา แต่ก็พึ่งพาจากตะวันออกกลาง 25% ดังนั้น ช็อกรอบนี้ไทยโดนทั้งราคาน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะเป็น “Key Risk” สำคัญ
อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง มีผลกระทบค่อนข้างเยอะ แต่ผลกระทบจะแตกต่างกันไป แต่คนที่มีรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบางจะได้รับผลกระทบมาก เพราะมีการบริโภคพลังงานเยอะ
”ราคาน้ำมันปรับตัวสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปี’65-66 ราคาน้ำมันเคยแตะมาแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่ความเสี่ยงของราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดแคลนด้วย“
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า ขณะที่พื้นที่ทางการคลังก็มีจำกัดจากเพดานหนี้สาธารณะค่อนข้างสูงจากการชดเชยราคาน้ำมัน ซึ่งภาครัฐพยายามตรึงราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร จากราคาที่แท้จริงอยู่ที่ 48 บาทต่อลิตร สะท้อนว่ารัฐมีการชดเชยลิตรละ 18 บาท หากคำนวณการขายน้ำมันต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ล้านลิตร ถือว่ารัฐมีภาระชดเชยกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน และยังไม่นับรวมชดเชยก๊าซโซฮอลล์อีก 8-9 บาทต่อลิตร
โดยที่ผ่านมาภาครัฐชดเชยราคามันผ่านกองทุนสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท ในปี 2565-2566 และเพิ่งจะกลับมาเป็นบวกก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การใช้นโยบายทางการคลังยากขึ้น
ดังนั้น ราคาน้ำมันมองว่าเป็นปัจจัยภายนอก หากการตรึงราคาผ่านกองทุนน้ำมันฯหรือการลดภาษีสรรพสามิต มองว่า เป็นภาระภารรัฐเหมือนกัน เพราะหากลดภาษีสรรพสามิต รัฐสูญเสียรายได้ ซึ่งไม่ว่าจะทำท่าไหนก็คำนวณเป็นภาระภาครัฐทั้งสิ้น จึงมองว่า “ไทยไม่อยู่สถานะตรึงราคาไม่ให้ขยับเลย” แต่อาจจะเข้าไปช่วยชะลอได้บ้าง อาจจะขายราคาสูงกว่าราคาต้นทุนได้บ้าง แต่การตรึงราคาการขดเชยจะสูงมาก และไม่ส่งเสริมให้เกิดการประหยัด
โดยมองว่าการปรับราคาน้ำมันแบบสมเหตุสมผล และอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted) มากขึ้น ภาครัฐอาจจะชดเชยผู้มีรายได้น้อย เพื่อไม่ให้เกิดการบืดเบือน เช่น ขับรถเบนซ์มาเติมน้ำมันดีเซล เพราะรัฐชดเชยให้ 18 บาท ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระรัฐสูงเกินไป และคนไม่เดือดร้อนเกินไป จึงไม่ควรชดเชยแบบ Across the Board
นอกจากนี้ ปัญหาระยะสั้นไทยไม่ได้เจอช็อกแค่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น แต่เจอเรื่องของปริมาณน้ำมันด้วย เพราะไทยพึ่งพาตะวันออกกลางเกือบครึ่งหนึ่ง ดังนั้น ภาครัฐควรพูดคุยกับประเทศอื่นในการนำเข้าน้ำมันชดเชยตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐ หรือออสเตรเลีย เป็นต้น
โดยพิจารณาว่าจะปรับโครงสร้างอย่างไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยง และหาช่องทางกระจายความเสี่ยง และสื่อสารให้คนเข้าใจมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้า และในระยะกลาง ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากเกินไป จะเห็นว่าต่างประเทศมีการพัฒนาในเซ็กเตอร์พลังงานทดแทน ซึ่งไทยมีพลังงานทดแทนน้อยกว่า 20% เทียบประเทศอื่น ไทยจึงควรหาพลังงานทดแทนมากขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยง
“คำแนะนำหากภาครัฐปรับราคาขึ้น ประชาชนหรือธุรกิจควรประเมินต้นทุนและความจำเป็นว่าใช้พลังงายเยอะแค่ไหน แต่พลังงานเป็นสิางที่หลีกเลี่ยงยาก เพราะราคาสูงขึ้นส่งผลตามมายังการบริโภคแน่นอน แต่การลดการใช้ก็ไม่ง่าย แต่เราก็มีความสามารถในการลด ละ เลิก เช่น หันมาใช้โซลาร์ หรือรถไฟฟ้า จึงต้องประเมินสถานการณ์ และรัฐอาจจะต้องกลับมาดูโครงสร้างว่าตรงไหนมีความเสี่ยงบ้าง และหาแหล่งชดเชย เพื่อลดความเสี่ยงและกระจายความเสี่ยง“
นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารประเมินราคาน้ำมัน ออกเป็น 3 สมมุติฐาน คือ 1.กรณีพื้นฐาน ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นระยะสั้น และปรับลดลงภายใน 1 เดือน 2.ราคาน้ำมันแตะ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีโตได้ 1.4% และ 3.ราคาน้ำมันเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค้างนาน 6 เดือน เป็นสมมุติฐานที่ค่อนข้างกังวล ซึ่งจะกระทบการเติบโตเศรษฐกิจต่ำกว่า 1% หรืออยู่ที่ 0.7% และเงินเฟ้อ 2%
ทั้งนี้ หากย้อนอดีตผลกระทบต่อไทยในช่วงที่ราคาน้ำปรับสูงขึ้น จะกระทบผ่านเครื่องชี้วัด 3 ด้านใหญ่ คือ 1.การเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยวและการบริโภค หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจ
โดยภาคการท่องเที่ยวจะเห็นราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น กระทบดีมานด์ และหาก Sentiment ของสงครามรุนแรงขึ้นจะกระทบกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป และส่งผลต่อไปยังเซ็กเตอร์บริการอื่น ๆ โดยราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้น 1% จะเห็นไฟลต์เครื่องบินลดลง 1% หรือครึ่งหนึ่งของราคา และกระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางราว 3 หมื่นคน และยุโรปราว 2 แสนคน หรือราว 20%
และผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Demand) เพราะราคาพลังงานปรับขึ้น ซึ่งเป็นสินค้าในตระกร้า และเป็นส่วนที่มีการใช้จ่ายที่ค่อนข้างมากสัดส่วนประมาณ 12% ของการใช้จ่ายของคน หากภาระการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การบริโภคจะปรับลดลงได้
2.เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวดึงการบริโภคลดลง เพราะรายได้เติบโตไม่มาก และยังเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับดอกเบี้ยลงเยอะ ๆ ไม่ได้ ซึ่งจะเกิดภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษรฐกิจชะลอตัว และเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น และภาระทางการคลังก็จำกัดจากการอุดหนุนราคาพลังงาน
อย่างไรก็ดี อาจจะไม่ได้เห็นเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 8-9% เหมือนในอดีต เนื่องจากฐานราคาน้ำมันที่ไม่ได้ต่ำเหมือนช่วงปี 2565-2566 ที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับขึ้นมาที่ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้น 3 เท่า แต่ปัจจุบันราคาอยู่ในระดับสูงเฉลี่ย 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นมา 120 ดอลลาร์บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประกอบกับแรงกดดันอัตราเฟ้อค่อนข้างต่ำปัจจุบันเงินเฟ้อ -0.88% ส่งผลให้เงินเฟ้อไม่พุ่งสูงเหมือนในอดีต แต่ก็มีความเสี่ยงหากราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
และ 3.ดุลบัญชีเดินสะพัด กระทบดุลการค้า เพราะไทยมีการนำเข้าน้ำมันสูงถึง 6.5% ของจีดีพีสูงสุดในภูมิภาค ซึ่งแม้ปัจจุบันการส่งออกมีผลจากการเร่งการส่งออกก่อนหน้าและสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีประมาณ 50% ของการส่งออกทั้งหมด โดยประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล แม้ว่าราคาน้ำมันปรับขึ้น แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาด้วย โดยเกินดุลบัญชีสะพัดอยู่ที่ 1.2% จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 3.2%
“ก่อนมีสงครามเรามองเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น จึงมีการปรับประมาณการเติบโตจีดีพีจาก 1.6% เพิ่มเป็น 1.8% แต่จากเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน และยังมี Down Side Risk อยู่หากมองไปข้างหน้า ซึ่งหากราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ไม่นานเศรฐกิจอาจจะชะลอตัวที่ 1.4% และหากราคาน้ำมันสูงและลาวยาวรุนแรงจีดีพีปรับเหลือ 0.7% เพราะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อ“
อ่านข่าวต้นฉบับ: KKP แนะรัฐเลิกตรึงราคาน้ำมัน หวั่นแบกภาระการคลังพุ่ง ชี้สงครามยืดเยื้อกดจีดีพีโต 0.7%
