พายุสงครามกระหน่ำค่าครองชีพประชาชนทรุด แต่ ‘ลมแรง’ ลูกเดียวกันกลับพัดเอาผลกำไรมหาศาลตกใส่ตักกลุ่มทุนพลังงานอย่างไม่ทันตั้งตัว เป็นที่มาของ “ภาษีลาภลอย” เครื่องมือรีดไขมันส่วนเกินจากส้มหล่นก้อนโต กลับมาเยียวยากระเป๋าตังค์คนไทยที่กำลังสำลักราคาน้ำมัน
“ประเทศไทยกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้เอง 100% โรงกลั่นไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสงคราม แต่ค่าการกลั่นกลับขึ้นจาก 2 บาทเป็น 6 บาท คิดเป็น 3 เท่า มันมากเกินไป” คุณรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภคออกมาเปิดหน้าชกกับโครงสร้างราคาพลังงานของไทย ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันขายปลีกพุ่งทะยานจนกระทบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ
ในเมื่อเรากลั่นเองได้ ทำไมเราต้องจ่ายแพงตามตลาดโลก? และเหตุใดผลกำไรมหาศาลที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตนี้ ประชาชนจึงถูกเรียกเก็บ แต่เรียกว่าเป็น “ลาภลอย” และรัฐควรเข้าไปบริหารจัดการเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนอย่างไร
ทำไมต้องมาพร้อม ‘ลาภ’ ที่ไม่ได้หาเอง ก่อนจะไปสู่บริบทสงคราม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ‘ภาษีลาภลอย’ ไม่ใช่ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ แต่มันคือภาษีที่จัดเก็บจาก กำไรส่วนเกิน (Excess Profit) ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก ซึ่งผู้ประกอบการหรือนายทุนไม่ได้ลงแรงหรือลงทุนเพิ่มเพื่อให้ได้มา
ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘Windfall Tax’ เหมือนกับผลไม้ที่หล่นลงมาให้กินเพราะลมพัดแรง โดยที่เราไม่ต้องปีนขึ้นไปเก็บเอง
สำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน ‘ลม’ ที่ว่านี้ก็คือ ‘สงคราม’ หรือความไม่สงบระดับโลกที่ทำให้ซัพพลายพลังงานตึงตัวและราคาตลาดโลกดีมานด์พุ่งสูงขึ้น
เมื่อเกิดสงครามในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ อย่าง ยูเครนหรือตะวันออกกลาง (อิสราเอล-อิหร่าน) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมักจะกระโดดสูงขึ้นทันที แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ค่าการกลั่น (Refining Margin) ซึ่งเป็นรายได้หลักของโรงกลั่นน้ำมันก็พุ่งสูงตาม
ในประเทศไทย ประเด็นนี้ถูกจุดพลุโดย คุณรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุถึงความย้อนแย้งในโครงสร้างราคาพลังงานไทยในวิกฤตนี้ว่า
“ประเทศไทยกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้เอง 100% โรงกลั่นไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสงคราม แต่ค่าการกลั่นกลับขึ้นจาก 2 บาทเป็น 6 บาท คิดเป็น 3 เท่า มันมากเกินไป”
ภาษีลาภลอย ทำให้ราคาเชื้อเพลิงแพงขึ้นตามกัน นั่นเป็นเพราะโรงกลั่นในไทยใช้ระบบอ้างอิงราคา Import Parity หรือ ราคาเทียบเท่าการนำเข้า คือราคาอ้างอิงของสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ คำนวณจากราคาตลาดโลก (CIF) รวมค่าขนส่ง ภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนถึงสถานที่ตั้งผู้ซื้อ ใช้เป็นเกณฑ์กำหนดราคาในประเทศเพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงของการนำเข้า
คุณรสนา กล่าวอีกว่า แม้น้ำมันจะกลั่นในประเทศ แต่ราคายังอ้างอิงเหมือนเป็นการนำเข้าจากสิงคโปร์ ทำให้ต้นทุนบางส่วนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในประเทศ เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทาง ถูกคิดรวมอยู่ในค่าน้ำมันด้วย ซึ่งการกำหนดโครงสร้างดังกล่าวทำให้ราคาพลังงานในประเทศผันผวนตามตลาดโลก ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น หนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่จะแก้ปัญหาราคาน้ำมันได้ที่ต้นตอคือ ยกเลิกการอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์
กรณี ก๊าซธรรมชาติก็เช่นกัน เพราะก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือนของไทยทั้งหมดยังอ้างอิงราคานำเข้าจากตลาดซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่ประเทศไทยผลิตก๊าซจากอ่าวไทยได้ประมาณ 3 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการใช้ของครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี
“รัฐบาลควรใช้สถานการณ์ปัญหาด้านราคาพลังงานที่ผันผวน เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งน้ำมั้นรวมทั้งก๊าซธรรมชาติ เพราะอำนาจในการกำหนดนโยบายดังกล่าวอยู่ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน” คุณรสนาระบุ
นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้นว่า โรงกลั่นส่วนใหญ่ในประเทศมีกลุ่ม ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท. อีกทอดหนึ่ง ทำให้การจัดเก็บภาษีลาภลอยในมุมของภาคประชาชนถูกมองว่าเป็นเรื่องของ “เจตจำนงทางการเมือง” มากกว่าข้อติดขัดทางเทคนิค
อ่านข่าวต้นฉบับ: “ภาษีลาภลอย” ส้มหล่น เพราะลมแรง