โลกวันนี้ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและผันผวน เงินบาทอ่อนค่า ราคาน้ำมันที่ยังไม่รู้ว่าจะไปถึงไหน ปัญหาการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน และแบ่งขั้วอำนาจของโลก ซึ่งสถานการณ์คงไม่จบเร็ว และรุมเร้าไทยไปอีกยาว ส่วนในประเทศ เศรษฐกิจขาด New Growth Engine กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีหนี้ครัวเรือนที่สูง ในแง่ธุรกิจธนาคารมีความท้าทายไม่แพ้กัน เช่น การเกิดขึ้นของ Virtual Bank
นอกจากที่มีผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) จะทำให้การแข่งขันในระบบรุนแรงขึ้น หรือเทคโนโลยี AI ที่ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น” นี่เป็นส่วนหนึ่งจากมุมคิดของ “ปิติ ตัณฑเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่สะท้อนไว้ในการแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ล่าสุด
“ปิติ” กล่าวว่า เพื่อรับมือกับปัจจัยความท้าทายทั้งภายในและภายนอก สิ่งที่ทีทีบีทำคงไม่ใช่เรื่องใหม่ มีเรื่องเดิมที่มีความเชี่ยวชาญที่จะต่อยอดให้ดีขึ้น ภายใต้การ “ยกระดับ 3+” ได้แก่ 1.ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มเปราะบาง ช่วยเหลือผ่านการรวบหนี้-โค้ชปลดหนี้ กลุ่มที่สอง ลูกค้าผ่อนดีได้ดี สามารถรีไฟแนนซ์ครั้งสุดท้ายกับธนาคาร
หรือคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk Based Pricing) หากเครดิตดีได้ดอกเบี้ยต่ำ 13.99% จากที่ถูกคิดสูงสุด 24% ต่อปี ซึ่งทำมากว่า 1 เดือน อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 1 หมื่นบัญชี วงเงิน 1,600 ล้านบาท
และกลุ่มที่สาม หันมาปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีมากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย (TBA) 2.ยกระดับการเติบโต จะหันมาโฟกัสกลุ่มคนที่มีเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปมากขึ้น จากเดิมจะพูดถึงกลุ่มที่มีเงินหลัก 10-100 ล้านบาท โดยจะมองระดับปัจเจกบุคคลมากขึ้น ในส่วนธุรกิจ Wealth Management จะทำผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรมากขึ้น
โดยหลังจากทีทีบีซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ธนชาตมา จะยกระดับเป็น “ttb Wealth Security” เป็นแพลตฟอร์มการลงทุน และจะเริ่มทำสินเชื่อรถจักรยานยนต์ ภายใต้ “ttb Leasing” ซึ่งจะเปิดตัวเดือน พ.ค. 2569 นี้ และตั้งเป้าขึ้นสู่ Top 3 ภายใน 3 ปี
และ 3.ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัล เดิมจะพูดแค่ “ttb Touch” แต่ตอนนี้จะมีเรื่อง AI และ Multi-Channel โดยจะใช้โมบายแบงกิ้งยกระดับ “Humanized Digital Banking” ตอบโจทย์ลูกค้า ธุรกิจ และพนักงานที่จะต้องมีเครื่องมือให้บริการ
“ปิติ” กล่าวอีกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินเชื่อที่เติบโตได้ดี คือ สินเชื่อรายย่อย จนกลายเป็นหนี้ครัวเรือนสูงวันนี้ ซึ่งจะเติบโตอีกคงยาก หรือธุรกิจรายใหญ่ที่มีการซื้อกิจการดุเดือด แต่เศรษฐกิจไม่ดี ก็ส่งผลกระทบ จะรอดได้อย่างไร ก็ต้องทำ “ลดหนี้” หรือ “Deleveraging” หนี้ ดังนั้น สินเชื่อคงไม่ได้โตมาก หรือทรงตัว (Flat) โดยธนาคารหันมาหา “Fee Based Income” หรือรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการมากขึ้น
“เดิมแบงก์ทำหน้าเป็นตัวกลาง ‘รับฝากเงิน’ และ ‘ปล่อยกู้’ แต่ภายใต้ความเสี่ยงที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้แบงก์ต่างหุบร่มไม่ปล่อยสินเชื่อ ลดค่าใช้จ่าย ลดสาขา หันมาเน้นดิจิทัล และคนฝากเงินได้ดอกเบี้ยน้อยลง ทำให้แบงก์ต้องพาคนมีเงินสูงหน่อยไปลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น แล้วแบงก์ได้ค่าธรรมเนียม ดังนั้น จากคนรับฝากเงินและปล่อยกู้ มาเป็น ‘รับฝากเงินและลงทุนได้ผลตอบแทน’ หรือ ‘ตัวกลางด้านการลงทุน’ เพราะเศรษฐกิจจะโตได้ เกิดจากคนที่มีเงิน และนำเงินมาใช้จ่ายมากขึ้น ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) แบบอู้ฟู่ 17-18% คงไม่มี จะอยู่ที่ 10% ต้น ๆ และเปลี่ยนจากการกินส่วนต่างดอกเบี้ยมาเป็นค่าธรรมเนียมมากขึ้น”
สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียม จะมาจากกองทุน ประกัน เพราะคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ซึ่งอาจจะพ่วงการลงทุน (ยูนิตลิงก์) ประกันออมทรัพย์ ในจังหวะดอกเบี้ยขาลง หาตัวที่อยู่ยาว-ผลตอบแทนได้ดีขึ้น หรือวางแผนเกษียณ รวมถึงรายได้เกี่ยวกับบัตรเครดิต-เดบิต ส่วนรายได้กลุ่มธุรกิจ จะมาธุรกรรม Trade FX Fee เช่น แนะนำลูกค้าใช้สกุลเงินท้องถิ่นที่มีอัตราเติบโต 99% ปี 2568 หรือการเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (FCD) ที่เติบโตถึง 193% เป็นต้น
ส่วนค่าธรรมเนียมที่ ธปท.จะเข้ามาดูแลนั้น มองว่า กรอบใหญ่ คือ การดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย เช่น เอสเอ็มอี ไม่ให้จ่ายค่าธรรมเนียมมากเกินไป จะต้องสอดคล้องกับต้นทุน ใครสร้างภาระคนนั้นจ่าย และค่าฟีต้องเอื้อในการฆ่าเงินสดให้ตาย ซึ่งถ้าค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม อย่างถอนเช็คข้ามเขต โอนข้ามเขต ค่าคู่สาย เป็นต้น ก็ต้องทำให้โปร่งใส ไม่ทำให้คนตัวเล็กเดือดร้อน
ทั้งนี้ เมื่อสินเชื่อไม่ได้เติบโตมาก โดยปีนี้น่าจะทรงตัว ดังนั้น ในแง่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็คงต้องประคองไม่ให้ไหลเป็นหนี้เสีย ซึ่งเชื่อว่าหากไม่มีแรงกระแทกรุนแรงเข้ามา น่าจะลดลงได้
“ปีนี้สินเชื่อคงบวกลบเล็กน้อย พอได้ โตยาก โดยทีทีบีเป็นแบงก์กลาง ๆ หากเราทำสินเชื่อ ผ่อนดีได้ดี เป็นทางเลือกลูกค้า หรือสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ และเอสเอ็มอี ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่คงไม่โตหวือหวา เพราะจากเดิมเป็นสินเชื่อ Low Risk Low Return แต่ปัจจุบันในภาวะสงคราม ดอกเบี้ยน้อย แต่ความเสี่ยงไม่น้อย จำเป็นต้องใส่หมวกกันน็อกไว้ก่อน” ซีอีโอทีทีบีกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ttb ปักหมุด ‘ตัวกลางลงทุน’ ปั๊มรายได้ ‘ค่าฟี’ ทดแทน ‘ดอกเบี้ย’