คอลัมน์ : นั่งคุยกับห้องค้า ผู้เขียน : กฤติกา บุญสร้าง, ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, CFA ธนาคารกสิกรไทย
ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐร่วมกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน และสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล และฐานทัพสหรัฐในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างหนักหน่วง
ปัจจัยสำคัญที่ทุกคนกังวลคือ สงครามครั้งนี้จะกระทบราคาน้ำมันมากแค่ไหน ?
นับตั้งแต่เกิดการโจมตี ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งกว่า 64% แตะระดับสูงสุดที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมาบางส่วน หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และหลายประเทศร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์เข้าสู่ตลาด
ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ ค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มผันผวนอย่างมากเช่นเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นในเอเชียที่เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันเป็นหลัก เนื่องจากไทยและประเทศในเอเชียส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจะกระทบกับดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะมีเงินไหลออกเพิ่มมากขึ้นด้วย
อีกทั้งเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า เนื่องจากความกังวลต่อเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ยแล้วในปีนี้ จากระดับดอกเบี้ยเฟดปัจจุบันที่ 3.75% ส่งผลให้การกลับมาฝากเงินในสหรัฐในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐดูเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น
ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันปรับลดลง และไม่ได้กระทบกับเงินเฟ้อมากเท่าที่หลายฝ่ายกังวล จะทำให้ค่าเงินบาทและค่าเงินสกุลเอเชียอาจกลับมาฝั่งแนวโน้มแข็งค่าได้
ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาใช้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันตามปกติเมื่อไหร่ ? เพราะถึงแม้จะมีการใช้ไฟฟ้า และพลังงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้น แต่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกในปัจจุบันนี้อยู่ดี
อีกทั้ง เกมนี้อาจจะเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐพลิกฟื้นจากแรงกดดัน De-dollarisation และกลับมาแข็งค่าอีกครั้งได้ หากสหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลประสบความสำเร็จในการมีอำนาจในตะวันออกกลาง ซึ่งหมายถึงการมีน้ำมันในมือ ทั้งจากเวเนซุเอลาและตะวันออกกลาง เป็นการแก้เกมจากสัญญา Petrodollar ที่หมดอายุไปในปี 2024
อ่านข่าวต้นฉบับ: สงครามครั้งนี้ บาทจะไปทางไหน