เป็นครั้งแรกที่ “ปรัธนา ลีลพนัง” เปิดเผยมุมมอง และแนวทางในการขับเคลื่อนผลักดัน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) หลังเป็นอีกหนึ่งลูกหม้อที่ก้าวขึ้นมารับบทแม่ทัพธุรกิจ ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ต่อจาก “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ที่บริหารมายาวนานกว่า 11 ปี ถึงทิศทางของ AIS ในปีนี้ 2569 และระยะต่อไป
ท่ามกลางความท้าทายจากสารพัดปัจจัยในวันที่ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงเทคโนโลยีอย่างมากจากพัฒนาการอย่างรวดเร็วของ AI หลากหลายแง่มุมทั้งที่เกี่ยวกับการเติบโตของการใช้ดิจิทัล คอมมิวนิเคชั่น การไม่ย่อหย่อนต่อการรักษาคุณภาพบริการ รวมถึงการกลับสู่การโฟกัสการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องยกระดับให้ชาญฉลาดขึ้น ในแบบที่เรียกว่า Intelligence Infrastructure
“ปรัธนา” เล่าว่า ช่วงโค้งท้ายปี 2568 ตัวเลขการใช้งาน และรายได้ รวมถึงกำไรเติบโตก้าวกระโดด หลังจากเซื่องซึมมาพักใหญ่จากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทำให้ผลประกอบการปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 5.9% (226,264 ล้านบาท) กำไรเติบโต 37% เทียบปี 2567 จากการเติบโตในทุกธุรกิจหลัก รวมถึงรายได้จาก การขาย ขณะที่เศรษฐกิจไทย GDP โตเพียง 0.4% สะท้อนว่าธุรกิจ โทรคมนาคมยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
สิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดมาก คือ ทิศทางอุตสาหกรรมสื่อสาร โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากการดาวน์โหลดสู่การอัพโหลด เป็นผลพวงมาจากการใช้ “เอไอ” อย่างแพร่หลาย ทำให้มีความต้องการใช้งานโครงข่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ให้บริการเครือข่ายพื้นฐาน” สู่การเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ” (Intelligent Infrastructure)
“ทำให้เราเอง และลูกค้าใช้ประโยชน์จากโครงข่ายที่ครอบคลุมอยู่แล้วนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด แม้ว่าการครอบคลุมของสัญญาณ 5G จะสูงถึง 95% ของประชากร แต่ระดับการเข้าถึงบริการยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 37% และด้วยปัจจุบันราคาของอุปกรณ์ 5G ถูกลงกว่าเดิมมาก การดึงลูกค้าเข้าสู่ 5G จึงยังมีช่องว่างให้เติบโต”
ขณะที่โครงข่ายบรอดแบนด์ครอบคลุม 95% แต่การเข้าถึงยังมีสัดส่วนแค่ 50% คิดเป็นจำนวนผู้ใช้งานจริง 11 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 22-26 ล้านครัวเรือน จึงยังมีโอกาสให้เติบโตได้อีกมาก
“แม่ทัพเอไอเอส” กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือแนวโน้มการใช้งาน Data เพื่ออัพโหลดข้อมูลโตปีละ 5% และคาดว่าปีนี้จะเติบโต 10-15% จากการเข้ามาของ AI ที่ไม่ใช่แค่เพียงการบริโภคเนื้อหา (Consume) แต่รวมถึงการส่งข้อมูลขึ้นระบบ Cloud เพื่อประมวลผลและการไลฟ์วิดีโอ
โจทย์ใหญ่ คือ เราจะรักษาโครงข่ายเดิมที่ดีอยู่แล้วนี้ไว้ และต้องขยายโครงข่าย “ยุคใหม่” เพิ่มเพื่อรองรับบริการรูปแบบใหม่ ๆ อย่างการใช้เอไอ ซึ่งต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับสูง และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆไว้ให้ได้ด้วย
“ปรัธนา” ย้ำว่า แม้จะมองเห็นแนวโน้มความต้องการใช้งานดาต้ามากขึ้น แต่การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแย่งชิงฐานลูกค้าใหม่ (Net Add) เนื่องจากจำนวนเบอร์โทรศัพท์ในประเทศมีถึง 95 ล้านเลขหมาย เกินกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อ “ครองใจลูกค้าเดิม” ผ่านคุณภาพเครือข่าย และความคุ้มค่าจากการนำเสนอสิทธิประโยชน์ และการบริการอัจฉริยะ โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นควบคู่กับการขยายโครงข่าย คือ “แพลตฟอร์ม” บริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ ๆ ที่ต้องตอบโจทย์ลูกค้าในอนาคต ซึ่งต้อง “สร้าง” ขึ้นบนโครงข่ายไร้สายที่ดี เน็ตบ้านที่ดี ดาต้าเซ็นเตอร์ และเคเบิลเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ครอบคลุมเหล่านี้
“เมื่อเร็ว ๆ นี้ เรามีบริการ AIs ที่รวมการใช้ Generative AI รายยักษ์ระดับโลกไว้ที่เดียว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เติบโตขึ้น หรือการมีแพลตฟอร์มความบันเทิงที่มีคอนเทนต์ในมือมากขึ้น และคงเป็นที่เดียวในโลกที่มีแพ็กเกจเดียวแล้วดูคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มระดับโลกทั้งหมดได้ ซึ่งในปีนี้แพลตฟอร์มเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น และอัพเกรดขึ้นได้อีก”
และว่าในปีที่ผ่านมา นอกจากคอนเทนต์บันเทิงจากแพลตฟอร์มระดับโลกแล้ว ยังมีกีฬาที่คนนิยม และในปีนี้จะมีมากขึ้นอีก เป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า Content Aggregator เน้นความหลากหลาย ทั้งความบันเทิงทั่วไป อย่าง Disney, HBO, Viu และกีฬา (EPL, Thai League, NBA, กอล์ฟ LPGA/PGA) รวมถึงในอนาคตต้องขาย Exclusive & Partnership มีทั้งคอนเทนต์ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ และการทำแพ็กเกจร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับการลงทุนขยายโครงข่าย
“ปรัธนา” พูดถึงบริการด้านการเงินผ่าน Virtual Bank จากการร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย OR และกลุ่ม Gulf ที่จะคิกออฟในเดือน มิ.ย.ปีนี้ ด้วยว่าจะเป็นบริการที่เข้ามาเสริมประโยชน์จากโครงข่ายยุคใหม่ที่บริษัทลงทุน ทั้งมือถือ, ไฟเบอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
“AIS มีข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการใช้งานโครงข่ายของลูกค้า ซึ่งจะเข้าไปเสริมความต้องการได้เฉพาะเจาะจง และการสร้างเวอร์ชวลแบงก์เป็นไปเพื่อตอบสนองกลุ่ม Underserve เน้นการสร้างการเข้าถึง (Inclusion) สำหรับลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยากหรือมีต้นทุนสูง โดยใช้ฐานข้อมูล และเครือข่ายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริการทางเทคโนโลยีบางอย่างในอนาคตอาจต้องพึ่งพาบริการการเงิน เรามองว่าเวอร์ชวลแบงก์จะเข้ามาเสริมความต้องการให้ลูกค้ามากกว่าที่จะทำรายได้โดยตรง”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นแก่นแกน และโฟกัสหลักของ AIS ปีนี้ “ปรัธนา” เรียกว่า Intelligent Infrastructure โดยจะลงทุน 30,000-35,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โครงข่าย 5G, ไฟเบอร์บรอดแบนด์, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Connectivity) รองรับไปกับการขยายตัวสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ ๆ ทั้งบริการทางการเงินที่จะเปิดตัวกลางปี
“ปีที่แล้วเราลงทุน 20,000-25,000 ล้านบาท แต่ปีนี้เพิ่มเป็น 3-3.5 หมื่นล้าน เพราะประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ สำหรับบริษัทระดับโลกในการขยาย Data Center และ Cloud ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ และเคเบิลสำหรับ International Connectivity จึงสำคัญมาก ๆ”
ปรัธนาย้ำว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่รับ-ส่งสัญญาณ แต่ต้องมีความฉลาดและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 1.Wireless Infrastructure การพัฒนา 5G และ 5G Advance 2.Wired Infrastructure การขยายโครงข่าย Fixed Broadband (Fiber) 3.International Connectivity การเชื่อมต่อระหว่างประเทศผ่านสายเคเบิลใต้ดิน และใต้น้ำ (Subsea Cable) โดยมีพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อย่าง Singtel ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในระดับภูมิภาค
4.Data Center รองรับความต้องการประมวลผลข้อมูลระดับโลก และ 5.Platform Infrastructure พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อต่อยอดการใช้งานบนเครือข่าย
“การขยายไปสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ของเรา คือการร่วมทุนของเอไอเอสกัลฟ์ และสิงเทล ภายใต้บริษัท GSA ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเอไอเอสจะโพรวายด์คอนเนกทิวิตี้ในประเทศ และออกไปสู่โกลบอล ส่วนสิงเทลจะโพรวายด์โกลบอลเน็ตเวิร์กที่เป็นเน็ตเวิร์กของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศอย่างเดียว ส่วนกัลฟ์ชัดเจนว่า คือเรื่องพลังงานที่สำคัญมาก ๆ เรายังเปิด Sovereign Cloud ในไทยเป็นครั้งแรกที่เป็นไฮเปอร์สเกลเลอร์ด้วย”
“AIS ดูแลโครงข่ายและฐานลูกค้าในประเทศ มีเป้าหมายขยายกำลังการผลิตจาก 26 เมกะวัตต์ สู่ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2027 ซึ่งวันนี้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังมองหาพื้นที่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และประเทศไทยมีศักยภาพสูง”
ในแง่นโยบายเป็นความต่อเนื่อง เดิมลูกค้าใช้บริการอยู่แล้วจากมือถือ เป็นบรอดแบนด์ และดิจิทัลเซอร์วิสต่าง ๆ จาก 1 เป็น 2-3 และ 4 บริการ เน้นที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
และสุดท้ายคือ เรื่อง AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงโทรคมนาคมอย่างมากในฝั่งลูกค้า โดยใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานลูกค้ากว่า 50 ล้านบัญชี เพื่อออกแบบแพ็กเกจบริการที่เหมาะสมกับแต่ละคน ขณะที่ในด้านโครงข่ายจะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
สู่การเป็น Autonomous Network ทำให้ขยับสับเปลี่ยนเครือข่ายให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละชั่วโมง และตรวจสอบซ่อมแซมตัวเองได้ รวมถึงการพยากรณ์ปัญหาล่วงหน้าเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มคุณภาพการบริการ ทั้งหมดก็เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: ซีอีโอใหม่ AIS ถอดรหัส Intelligence Infrastructure ในวันที่โทรคมนาคมไม่เหมือนเดิม