สายเคเบิลใต้น้ำ 3 เส้นทางเชื่อมไทยสู่ตะวันออกกลาง – ยุโรป ทอดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตกในความเสี่ยง NT ย้ำโครงข่ายแกร่ง เตรียมรับมือเสี่ยงเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง มั่นใจโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไทยไม่สะดุด
ผู้สื่อข่าว รายงานว่ามีการจุดประเด็นความเสี่ยงใหม่จากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นั่นคือ ความเสี่ยงต่อความเสียหายของ สายเคเบิลใต้น้ำ (Subsea Cable) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของโลก มากกว่า 10 สายทอดยาวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เชื่อมประเทศในอ่าวเปอร์เซียกับยุโรป
สำหรับประเทศไทย มีโครงข่าย Subsea 3 เส้นทาง ทอดยาวจากยุโรป วกขึ้นไปกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย อินเดีย และขึ้นฝั่งที่ภาคใต้ของไทย ได้แก่ Asia Africa Europe-1 (AAE-1), FEA (สุเอช,อียิปต์ -สงขลา, ไทย) และ SeaMeWe-4
โครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำมีความสำคัญการไหล หรือทราฟิกของข้อมูลระหว่างประเทศ เป็นกระดูกสันหลังของอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะบริเวณอ่าวเปอร์เซียเป็นจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากประเทศอ่าวไปยังยุโรปและเอเชีย แม้การหยุดทํางานของสายเคเบิลมีความเป็นไปได้ต่ำ และมักจะเกิดจากการทิ้งสมอเรือโดยไม่ตั้งใจ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เรือรบและเรืออื่นๆ ชุกชุม หากสูญเสียการควบคุมและถูกโจมตีอาจทำให้กระทบสายเคเบิลได้
ผู้เชี่ยวชาญอย่างผู้อํานวยการฝ่ายวิจัยของ TeleGeography ซึ่งเป็นบริษัทข้อมูลโทรคมนาคม และเป็นผู้เผยแพร่ฐานข้อมูลโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำในตอนนี้ ได้เขียนบนบล็อกโพสต์ถึงความเสี่ยงของโครงข่าย Subsea ในฮอร์มุซว่า
ด้วยปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคนี้ มีความเป็นไปได้ที่การโจมตีเรือ จะทําให้สายเคเบิลเสียหายทางอ้อมหากเรือถูกโจมตี เรืออาจสูญเสียความคล่องแคล่ว สมอตก และลากข้ามสายเคเบิลโดยไม่ได้ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ในทะเลแดงในปี 2024 เมื่อกลุ่มกบฏฮูตีสร้างความเสียหายให้กับเรือลําหนึ่ง ซึ่งลากสมอเรือเป็นเวลาสองสัปดาห์ก่อนที่จะจม ทําให้สายเคเบิลสามเส้นเสียหาย
ความเสี่ยงเพิ่มเติมประการหนึ่งสําหรับสายเคเบิลในช่องแคบฮอร์มุซเกี่ยวข้องกับความแน่นหนาของสายเคเบิล สายเคเบิลต้องมีใบอนุญาตในการวางในน่านน้ําของประเทศ ด้วยปัญหาที่มีมานานกับอิหร่าน สายเคเบิลทั้งหมดจึงถูกวางไว้ในน่านน้ำโอมานเมื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านพันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า NT ได้เตรียมความพร้อมของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน โดยมีระบบสำรองที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีสถานการณ์ที่กระทบต่อเคเบิลใต้น้ำในบางพื้นที่ ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพ และ NT พร้อมดูแลให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ NT ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศชั้นนำของประเทศ ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างครอบคลุม เพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพสูงสุด ดังนี้
– โครงข่ายสำรองที่แข็งแกร่ง (High Reliability)
NT มีการบริหารจัดการทราฟฟิกผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งสิ้น 6 ระบบ ครอบคลุมทั้งเส้นทางภาคพื้นดินและทางทะเล หากเกิดเหตุขัดข้องในเส้นทางใด ระบบสามารถถ่ายโอนการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้ทันที พร้อมศักยภาพในการปรับเปลี่ยนไปยังเส้นทางสำรอง
ผ่านโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำอื่น ๆ ทั้งของ NT และผู้ให้บริการระดับสากล เนื่องจากมีการจัดหาความจุโครงข่าย (Capacity) บนเส้นทางระหว่างประเทศที่หลากหลายไว้ล่วงหน้า ช่วยกระจายทราฟฟิก ลดความเสี่ยงจากจุดขัดข้องเดียว และรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
– กระทบในวงจำกัด (Minimal Impact)
ปัจจุบันมีระบบเคเบิลเพียง 2 ระบบที่เชื่อมโยงผ่านพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่ออกไปยังยุโรปน้อยกว่า 10% ของปริมาณการใช้งานทั้งหมดของประเทศไทย จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานในวงจำกัด ที่สามารถควบคุมตามแผนสำรองได้
– แผนรับมือเชิงรุก (Proactive Measures)
NT ได้เตรียมแผนรองรับผลกระทบทางอ้อม เช่น ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล (Latency) ในบางปลายทาง โดยการปรับเส้นทางการเชื่อมต่อและบริหารจัดการโครงข่ายอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายของ NT ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการและสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่ผู้ใช้งานทั่วประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เน็ตไทยไหว แม้เคเบิลใต้น้ำเชื่อมยุโรปทอดผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง
