บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) เดินหน้าเข้าร่วมโครงการ JUMP+ อย่างเป็นทางการ มุ่งยกระดับศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนตลาดทุนไทย เติบโตอย่างยั่งยืน เน้นใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ตั้งเป้าผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 15-17% พร้อมยกระดับธรรมาภิบาล-ลดการปล่อยคาร์บอน
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TISCO) เปิดเผยว่า TISCO ประกาศเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นหนุ่งในโครงการสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มุ่งยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียน และส่งเสริมการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนในระบบตลาดทุนไทย สะท้อนเจตนารมณ์ของทิสโก้ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส และมั่นคง เพื่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ในด้านธุรกิจ บริษัทมุ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนองค์กร ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับการให้บริการลูกค้า โดยตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ภายในปี 2571 อยู่ที่ระดับ 15-17% อย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์สำคัญประกอบด้วย การพัฒนา “พี่รู้ดี AI Virtual Coach” เพื่อช่วยให้พนักงานให้คำแนะนำลูกค้าได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และมีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา ทั้งในส่วนธนาคารและธุรกิจสมหวัง เงินสั่งได้ รวมถึงการนำ AI ไปผสานกับแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่ง ได้แก่ TISCO My Goal, My Wealth และ My Fund เพื่อยกระดับประสบการณ์วางแผนการเงินแบบเฉพาะบุคคล รองรับสังคมผู้สูงวัยซึ่งเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของไทย
ด้านธรรมาภิบาล บริษัทตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการ โดยเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระให้เกิน 50% ของคณะกรรมการบริษัทภายในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำกับดูแลในปัจจุบันที่กำหนดให้มีกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด พร้อมขยายมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันไปยังคู่ค้าสำคัญ และเตรียมนำกรอบ Responsible AI Reporting Framework มาใช้ เพื่อกำกับดูแลความโปร่งใสและความถูกต้องของการใช้ AI ในองค์กร สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว
ขณะที่มิติด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มทิสโก้เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขยายติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสาขาธนาคารและสมหวัง เงินสั่งได้ เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในองค์กร ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนรถยนต์ภายในองค์กรเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงส่งเสริมสินเชื่อสีเขียว (Green Financing) และควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลอดจนดำเนินโครงการปลูกป่าร่วมกับชุมชนเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว
“การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ไม่เพียงช่วยยกระดับแนวทางการพัฒนาองค์กรของทิสโก้เท่านั้น หากยังสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพตลาดทุนไทย พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน และสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม” นายศักดิ์ชัยกล่าว
นายศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารเงินทุน (Capital Management) ของบริษัทในปัจจุบันยังคงให้น้ำหนักกับการจ่ายเงินปันผลเป็นหลัก โดยมองว่าการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทซื้อขายในตลาดที่ระดับสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) มากกว่า 2 เท่า ทำให้ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เหมาะสมในการดำเนินการซื้อหุ้นคืน ซึ่งโดยปกติจะเหมาะสมในกรณีที่ราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าระดับ P/BV ประมาณ 1 เท่า
ในด้านนโยบายการเงิน บริษัทมองว่าแนวโน้มดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาเป็นขาลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลง และช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของบริษัท โดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 70% ทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพของรายได้สุทธิหลังหักสำรอง (Net Income After Provision) ได้
สำหรับปัจจัยความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง บริษัทมีการติดตามอย่างใกล้ชิดผ่านทีมบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management) โดยประเมินผลกระทบหลักจากราคาน้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน โดยระบุว่า หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นทุก 10% อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8% และกดดันการเติบโตของ GDP ลดลงราว 0.3% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้กระจายพอร์ตสินเชื่อไปยังกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น โดยมีสัดส่วนประมาณ 35-36% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานได้บางส่วน ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารราคาพลังงานของภาครัฐที่ช่วยจำกัดความผันผวน
ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามยังไม่เกิดขึ้นโดยตรงกับลูกค้า แต่มีผลทางอ้อมจากเศรษฐกิจโดยรวม โดยแนวโน้ม NPL ในปีนี้อาจอยู่ในกรอบของประมาณการเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการตั้งสำรองและใช้แบบจำลองเชิงคาดการณ์เพื่อรองรับความเสี่ยง สำหรับเป้าหมายธุรกิจที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปี บริษัทยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนในขณะนี้ เว้นแต่สถานการณ์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้ของบริษัทจะยังเติบโตจากทั้งรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 70:30
บริษัทเน้นการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยืดหยุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้สินเชื่อลดคุณภาพลง พร้อมย้ำว่าประสบการณ์จากวิกฤตในอดีต เช่น วิกฤตปี 2008 น้ำท่วมใหญ่ และโควิด-19 ทำให้บริษัทมีความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนในครั้งนี้ และเชื่อว่าจะสามารถผ่านสถานการณ์ไปได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
อ่านข่าวต้นฉบับ: TISCO เข้าร่วม JUMP+ ดันองค์กรสู่ความยั่งยืน ตั้งเป้าผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น 15-17% ในปี 2571