คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ผลออกมาเป็นไปตามที่ตลาดคาดหมาย นั่นก็คือเสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้ “คงดอกเบี้ย” ไว้ที่เดิมคือ 3.5-3.75% โดยครั้งนี้มีกรรมการเพียง 1 คน คือ สตีเฟ่น มิแรน คัดค้าน และต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นจุดยืนที่เขาแสดงออกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ที่เคยร่วมกับมิแรนคัดค้านในครั้งที่แล้ว ในครั้งนี้กลับโหวตเห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งสองคนถูกมองว่าเป็นคนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแนวทางสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำ
เหตุผลที่คณะกรรมการ “คงดอกเบี้ย” เกิดจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ร้อนแรงกว่าคาด ประกอบกับสถานการณ์สงครามและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงต่าง ๆ สร้างความไม่แน่นอนให้กับเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ จึงปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อจาก 2.5% เป็น 2.7%
อย่างไรก็ตาม “dot plot” หรือการพยากรณ์แนวโน้มดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล บ่งชี้ว่าจะมีการลดเพียง 1 ครั้งในปีนี้ สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดที่เชื่อว่าอย่างมากก็จะมีการลดเพียง 1 ครั้งในปีนี้ หลังจากราคาน้ำมันสูงขึ้น รวมทั้งเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดออกมาสูงกว่าที่คาด ผิดจากก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ตลาดคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด แถลงหลังการประชุมว่า ในขณะนี้เร็วเกินไปที่จะทราบถึงผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ แต่จะเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มาตรวัด “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ระยะสั้นขยับสูงขึ้น ถึงแม้เฟดคาดว่าปีนี้เงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง แต่ทว่าความก้าวหน้าในการทำให้เงินเฟ้อลดลงไม่คืบหน้าเร็วอย่างที่หวัง ส่วนราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแน่นอนว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจ และทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่ในขณะนี้ถือว่าเศรษฐกิจยังไปได้ดี ขณะเดียวกัน “ผลกระทบสุทธิ” ต่อเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะถูกชดเชยระดับหนึ่งด้วยการผลิตน้ำมันในสหรัฐเพิ่มขึ้น เพราะสหรัฐเป็น “ผู้ส่งออกสุทธิ” น้ำมัน
ลินด์เซย์ โรสเนอร์ หัวหน้าฝ่ายลงทุนตราสารหนี้ของโกลด์แมน แซคส์ แอสเส็ต แมเนจเมนต์ ระบุว่า เฟดอยู่ในภาวะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ตนเชื่อว่ายังมีโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ถึงแม้เฟดจะประเมินว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นก็ตาม
ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างแรง หลังจากเฟดประเมินว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ประกอบกับหวั่นเกรงว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะชะงักงัน อีกทั้งเฟดยังส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว โดยดัชนีดาวโจนส์ ลดลงมากถึง 768 จุด หรือ 1.6% ปิดที่ 46,225.15 จุด ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปีนี้ เช่นเดียวกับเอสแอนด์พี 500 และแนสแดคที่ปรับลง 1.4% และ 1.5% ตามลำดับ
การประชุมและการตัดสินใจของเฟดในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันและความซับซ้อนทางการเมืองเช่นเคย เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้เฟดลดดอกเบี้ย และยังตำหนิ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ที่ไม่เรียกประชุมพิเศษเพื่อแก้ปัญหา ทั้งที่เงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาดและยังมีความไม่แน่นอนจากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง
นอกจากนั้น พาวเวลล์ยังถูกกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นมือไม้ของทรัมป์ในการเล่นงานคดีอาญากับพาวเวลล์ เกี่ยวกับการใช้งบประมาณปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด ได้ออกหมายเรียกพาวเวลล์ไปให้ปากคำเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด ที่ถูกรัฐบาลอ้างว่าใช้งบฯฟุ่มเฟือย อย่างไรก็ตาม ศาลสหรัฐได้ตีตกคำขอของกระทรวงยุติธรรม โดยชี้ว่าการออกหมายเรียกดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะกดดันพาวเวลล์ให้ลดดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมจะทำการอุทธรณ์ต่อเพื่อเรียกตัวพาวเวลล์มาให้ได้ ขณะเดียวกัน ทอม ทิลลิส สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ประกาศว่าเขาจะขัดขวางการรับรองชื่อของ เควิน วอร์ช ซึ่งทรัมป์เสนอให้เป็นประธานเฟดคนใหม่แทนพาวเวลล์ จนกว่าคดีของพาวเวลล์จะเป็นที่ยุติ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าการต่อสู้ในชั้นศาลเกี่ยวกับพาวเวลล์ อาจจะกินเวลาเกินเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่พาวเวลล์จะครบวาระ
ขณะที่พาวเวลล์ประกาศว่า ไม่มีความตั้งใจจะสละตำแหน่งใน “คณะกรรมการผู้ว่าการธนาคาร” (ซึ่งมี 7 คน) จนกว่าการสอบสวนเรื่องการปรับปรุงสำนักงานใหญ่จะสิ้นสุดลงอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ ตำแหน่งประธานเฟดของพาวเวลล์จะหมดลงในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนตำแหน่งกรรมการใน “คณะกรรมการผู้ว่าการธนาคาร” ที่มีสิทธิออกเสียงเพื่อกำหนดนโยบายการเงิน จะหมดลงในต้นปี 2028
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ผลการประชุมเฟดในครั้งนี้ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นควรตรึงดอกเบี้ยและยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ จะทำให้เกิดอุปสรรคสำหรับ เควิน วอร์ช ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเข้ามา ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่หวัง เพราะเขาเป็นเพียงเสียงเดียวในคณะกรรมการ หากเขาอยากลดดอกเบี้ยก็ต้องโน้มน้าวกรรมการส่วนใหญ่ให้คล้อยตามให้ได้ แต่ท่ามกลางปัจจัยที่กดดันเงินเฟ้อทั้งเรื่องสงครามอิหร่าน และเรื่องภาษีศุลกากรของทรัมป์ ที่แม้จะถูกศาลฎีกาคว่ำไป แต่ทรัมป์ได้หาช่องทางใหม่ที่จะกลับมาเก็บภาษีจากประเทศต่าง ๆ เช่นเดิม เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ไม่เอื้ออำนวยและมีเหตุผลรองรับที่จะลดดอกเบี้ย
การที่เสียงส่วนใหญ่ในครั้งนี้แสดงจุดยืนเรื่องดอกเบี้ยเอาไว้แล้ว ตามที่ปรากฏใน dot plot จะทำให้ประธานเฟดคนใหม่ยากลำบากมากขึ้นในการลดดอกเบี้ย ขณะเดียวกันจะเห็นว่า คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในกรรมการที่เคยคัดค้านเสียงส่วนใหญ่ และต้องการให้ลดดอกเบี้ยตามความต้องการของทรัมป์ แต่มาครั้งนี้วอลเลอร์ได้เปลี่ยนท่าทีมาอยู่ฝั่งเดียวกับเสียงส่วนใหญ่
อ่านข่าวต้นฉบับ: “งานยาก” ของเควิน วอร์ช กับผลประชุมเฟด มี.ค.ยุค “พาวเวลล์”